Sunday, September 29, 2013

เลี้ยงสัตว์ให้เฮงรับตรุษจีน


ในช่วงตรุษจีนหลายคนมักจะนึกสิ่งที่เสริมความเป็นสิริมงคลแห่งชีวิต แต่เชื่อหรือไม่ว่าสัตว์เลี้ยงก็เป็นสิ่งที่ช่วยเสริมดวง เพิ่มความเป็นมงคลกับชีวิตคุณได้เช่นกัน เรามีสัตว์เลี้ยงที่เสริมความเป็นมงคลรับเทศกาลตรุษจีนมาแนะนำกัน

น้องหมาพาเฮง

 
สุนัขถือเป็นสิ่งมีชีวิตชนิดแรก ๆ ที่หลายคนเลือกที่จะเลี้ยงไว้ในบ้าน อาจเป็นเพราะคุณสมบัติที่ซื่อสัตย์และอุปนิสัยที่น่ารักของมันที่ทำให้ได้รับการยอมรับ เป็นที่นิยมจากผู้เลี้ยงมากขึ้นเรื่อย ๆ 

แต่ไม่ว่าสุนัขสายพันธุ์ไหนก็ตาม สามารถช่วยเสริมดวงคุณให้พบเจอแต่ความเฮงได้ทั้งสิ้น ตามหลักฮวงจุ้ยแล้ว สุนัขนั้น หมายถึง บุตร บริวาร หรือ ความซื่อสัตย์ 

แต่จะต้องเลี้ยงอย่างไรจึงจะทำให้สุนัขนั้นเสริมดวงของคุณ? มีคำอธิบายง่าย ๆ เกี่ยวกับการเลี้ยงสุนัขให้เสริมดวงว่า คุณอาจจะต้องเริ่มตั้งแต่ขั้นตอนการเลือกสุนัขมาเลี้ยง การจะหาสุนัขมาเลี้ยงสักตัวนั้นต้องหาสุนัขที่มีธาตุสมพงษ์กับตัวคุณ บางคนอาจจะไม่เชื่อว่าสุนัขนั้นก็มีธาตุเหมือนกับมนุษย์เช่นกัน
อาจฟังดูเป็นเรื่องไม่น่าเชื่อที่ว่าสุนัขเพียงตัวเดียวอาจทำให้คุณมีความสุขและเสริมบารมีคุณในเรื่องต่าง ๆ เพียงเพราะว่ามันมีวัน เดือน ปีเกิดสมพงษ์กับตัวคุณ 

แมวไทยให้โชค

 
หลายคนอาจจะเคยได้ยินชื่อเสียงเกี่ยวกับแมวมงคลของไทยมาบ้าง โดยแมวมงคลจะช่วยเสริมดวงผู้เลี้ยงเกี่ยวกับทรัพย์สินเงินทองการงานและยศศักดิ์ และเสริมดวงในด้านอื่น ๆ

แมวเสริมดวงทรัพย์สินเงินทอง ได้แก่ แมววิเชียรมาศ แมวนิลรัตน์ แมววิลาศ แมวนิลจักร และแมวเก้าแต้ม เชื่อว่าหากใครได้เลี้ยงแมวในกลุ่มนี้จะช่วยเสริมดวงด้านการเงินและโชคลาภ ทำให้ทรัพย์สมบัติเพิ่มพูนขึ้นเรื่อย ๆ ปราศจากอันตรายทั้งปวง 

หลายคนอาจจะคาดไม่ถึงว่าเพียงแค่แมวเพียงตัวเดียวที่เลี้ยงไว้ก็อาจจะทำให้คุณมีโอกาส ที่จะได้เป็นเจ้าคนนายคน และถ้าเป็นพ่อค้าแม่ขายก็จะทำมาค้าขึ้น เงินทองไหลมาเทมาอย่างคาดไม่ถึง
แมวเสริมดวงการงานและยศศักดิ์ ได้แก่ แมวศุภลักษณ์ แมวรัตนกำพล แมวกรอบแว่น แมวปัดเสวตร แมวกระจอก และแมวการเวก แมวในกลุ่มนี้จะช่วยเสริมดวงให้โชคทางยศถาบรรดาศักดิ์ ทำให้มีตำแหน่งหน้าที่การงานที่สูงส่ง ได้รับการยกย่องยำเกรงจากผู้อื่น อีกทั้งแมวประเภทนี้จะให้เกียรติยศกับผู้เลี้ยง และมีความเจริญรุ่งเรืองมากกว่าคนอื่น ๆ ในตระกูลเดียวกัน

นอกจากนี้แล้วยังมีแมวมงคลที่ช่วยเสริมความเป็นมงคลและให้คุณด้านอื่น ๆ ไม่ว่าจะเป็นแมวมุลิลา ที่ช่วยให้สมปรารถนาด้านการเรียน และแมวที่ช่วยเสริมให้ชีวิตมีความสุข มีมงคลแก่ชีวิต ไม่ว่าจะเป็น แมวสีสวาด (มาเลศ) แมวสิงหเสพย์ (โสงหเสพย์) แมวโกนจา แมวแซมเสวตร และแมวจตุบท ซึ่งจะช่วยเสริมดวงผู้เลี้ยงไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง
ปลาเงินปลาทอง...เลี้ยงไว้ไม่จน

หากจะพูดถึงสัตว์เลี้ยงที่ให้ความเป็นสิริมงคลแล้ว จะละเลยปลาเงิน ปลาทองไปไม่ได้เลย เพราะเพียงแค่ชื่อก็บ่งบอกถึงความร่ำรวยแล้ว
 

เชื่อกันว่าการเลี้ยงปลาเงินปลาทองเปรียบเสมือนมีทองอยู่ในบ้านนำโชคลาภ อำนาจบารมี และความร่มเย็นมาสู่ผู้เลี้ยง เพราะน้ำที่อยู่คู่ กับปลาเปรียบเสมือนความร่มเย็นเป็นสุข การไหลเวียนของน้ำ หมายถึงความราบรื่นในการทำกิจการต่าง ๆ  

แต่การเลี้ยงปลาทองให้เป็นมงคลนั้นต้องเลี้ยงในตู้ปลาที่ต้องตามลักษณะ คือ ควรเลี้ยงในตู้ปลากลม หรือตู้สี่เหลี่ยมยาว เพื่อเสริมพลังตามธาตุต่าง ๆ จำนวนปลาก็เป็นปัจจัยสำคัญที่มีผลต่อดวงของผู้เลี้ยง คือจำนวนที่เลี้ยงต้องเป็นเลขหลักเดียว จำนวนที่ได้รับความนิยม คือ 1 4 6 9 เพราะจะช่วยเสริมโชค แต่ถ้าหากเป็นเลขสองหลัก จะต้องนำมาบวกกันจนกระทั่งเหลือหลักเดียว 

สีของปลาที่เลี้ยงก็มีความสำคัญ สีทองและสีขาว (เงิน) จะให้โชคมากที่สุด รองลงมาคือ ดำ แดง ส้ม และเหลือง แต่ต้องไม่ลืมว่าปลาที่นำมาเลี้ยงนั้นจะต้องมีลักษณะดีต้องตามสายพันธุ์ จึงจะให้โชคตามหลักฮวงจุ้ย
สิ่งที่เราเสนอเป็นเพียงทางเลือกหนึ่งที่อยากแนะนำให้กับคนที่ชอบเลี้ยง สัตว์ ไม่เพียงจะได้เพื่อนคู่ใจมาอยู่ด้วย แต่ยังเสริมความเป็นมงคลให้กับชีวิตของคุณในช่วงตรุษจีนได้ด้วย

แหล่งที่มา  http://brightlives.th.88db.com/pets/luck-pet.htm

Saturday, August 17, 2013

ทำอย่างไร....เมื่อสุนัขไม่ยอมดื่มน้ำ





สุนัขก็เหมือนกับคนเรานั่นแหละ จำเป็นต้องดื่มน้ำทุก ๆ วัน มันอาจเกิดอาการสูญเสียน้ำในร่างกายถ้ามันดื่มน้ำไม่พอหรือไม่ชอบดื่มน้ำ ความเป็นจริงที่ต้องจดจำคือ สุนัขส่วนใหญ่มีความเสี่ยงในการเกิดอาการสูญเสียหรือขาดน้ำในร่างกายโดยเฉพาะในประเทศแถบร้อนอย่างประเทศไทย (อากาศร้อนเหลือเกิน) แม้ในประเทศอเมริกาเองก็ตาม ในปัจจุบันสุนัขตายเพราะเกิดอาการฮีทสโตรกเยอะมาก โดยเฉพาะในปีนี้ สุนัขมักเกิดอาการสูญเสียน้ำได้ง่ายกว่าคนเรา เพราะว่าพวกมันไม่มีต่อมเหงื่อที่ระบายความร้อนออกจากร่างกาย พวกมันระบายความร้อนในร่างกายทางปาก จมูก และ อุ้งเท้า ถ้าสุนัขของคุณไม่ชอบดื่มน้ำหรือดื่มน้ำน้อยเกินไป คุณควรจะต้องใส่ใจพวกมันหน่อยนะครับ

มีหลากหลายเหตุผลที่สุนัขไม่ชอบดื่มน้ำหรือดื่มน้ำน้อยเกินไป สาเหตุหลัก ๆ ที่พบ คือ 

1)  เราเปลี่ยนภาชนะใส่น้ำหรือเปลี่ยนสถานที่ให้น้ำ คุณควรจะให้น้ำดื่มกับสุนัขของคุณในที่ประจำของมัน เช่นในกรง หรือ ตามมุมใดมุมหนึ่งเป็นประจำ 

2)  น้ำอาจจะมีกลิ่นที่แปลกแตกต่างจากที่เคยดื่ม จำไว้ว่าสุนัขมีประสาทสัมผัสทางการรับรู้กลิ่นได้ดีกว่ามนุษย์เราเป็นพัน ๆ เท่า 

3)  สุนัขที่อายุมากขึ้นอาจจะดื่มน้ำน้อยลง เนื่องจากพวกมันเคลื่อนไหวตัวน้อยลง ช้าลง การกระหาย
น้ำก็เกิดขึ้นน้อยลงด้วย หรือมันอาจเกิดจากการที่คุณเปลี่ยนอาหารจากอาหารเม็ด (แห้ง) ที่แข็งมาเป็นอาหารกระป๋องที่มีลักษณะนิ่มเพื่อช่วยให้มันเคี้ยวอาหารได้ง่ายขึ้น อาหารเหล่านั้นมีน้ำเป็นส่วนประกอบอยู่แล้ว ดังนั้นปริมาณการดื่มน้ำก็น้อยตามไปด้วย

4)  สุดท้ายถ้าสุนัขของคุณดื่มน้ำน้อยหรือไม่ยอมดื่มน้ำ คุณควรจะต้องตรวจสอบดูที่ปากของสุนัขว่ามีอะไรเกิดขึ้นหรือป่าว!!! มีแผลในช่องปาก ปวดฟัน ฟันผุ หรือ เหงือกอักเสบ อะป่าว ไม่สบายอะป่าว ถ้าไม่มีปัญหาใด ๆ ที่บ่งบอกว่าสุนัขของคุณไม่ได้ไม่สบาย คุณอาจจะต้องเพิ่มปริมาณน้ำเข้าไปในอาหารเพื่อชดเชยการขาดน้ำ แต่ถ้าคุณไม่สามารถตรวจเช็คได้ด้วยตนเองก็ลองปรึกษาสัตวแพทย์ดู ถ้ายังไม่ยอมดื่มน้ำหรือดื่มน้ำน้อยอีกในวันที่อากาศร้อนอบอ้าวเสียเหลือเกินก็รีบปรึกษาสัตวแพทย์ดูอีกที  

วิธีง่าย ๆ ในการให้สุนัขของคุณดื่มน้ำ

1. ลองเปลี่ยนจากน้ำเปล่า เป็น น้ำผสม... ไม่ว่าจะเป็น น้ำผสมน้ำหวาน น้ำซุป หรือน้ำนม น้ำเย็น ลองดู เผื่อจะช่วยได้
 
2. ลองพาเดินให้นานขึ้น ออกกำลังกายให้มากขึ้น
 
3. ให้อาบแดดช่วงเช้าซะ 20 - 30 นาที

ถ้ายังไม่ยอมกินน้ำอีกคราวนี้ต้องใช้วิธีโหดๆ หน่อย

วิธีที่ 1 เป็นการล่อให้กิน

   1. เตรียมน้ำสะอาดใส่ในชามหรือถาดใส่น้ำ
     
   2. จับหมาของคุณนั่งบนตักหรือนั่งข้าง ๆ คุณข้าง ๆ ถาดใส่น้ำ
     
   3. ตักน้ำใส่บนฝ่ามือของคุณ

   4. เอาน้ำป้อนใส่ปากสุนัข ถ้ามันไม่ยอมกินก็ให้เอาเทใส่บริเวณรอบ ๆ ปาก

   5. สร้างความสนใจโดยเอาถาดใส่น้ำเข้าไปใกล้ ๆ จมูกมัน

วิธีที่ 2. เป็นการบังคับ
 
      1. เตรียมไซลิงค์ให้พร้อม เอาน้ำสะอาดดูดใส่ไซลิงค์

      2. จับสุนัขของคุณไว้ให้แน่น ๆ จากนั้นฉีดน้ำเข้าไปที่ปากของมันเลย

      3. สุนัขจะกลืนน้ำโดยอัตโนมัติเพราะพวกมันคายไม่เป็น

การดื่มน้ำน้อยเกินไป คุณควรที่จะต้อง

    * ต้องปรับเปลี่ยนพฤติกรรมให้กับพวกมันโดยทุกครั้งที่มันดื่มน้ำให้คุณชมมันและให้ขนมพวกมัน
 
    * วางแผนให้พวกมันกินน้ำให้เยอะขึ้นโดยวางน้ำใกล้ ๆ ที่มันอยู่ไม่ว่าจะเป็นในกรง วางน้ำใกล้กับชามอาหาร ในทุก ๆ ที่ที่มันอยู่ต้องมีน้ำ
 
    * เพิ่มรสชาดในน้ำดื่ม เช่น ใส่น้ำหวาน ผงซุปไก่ ซุปหมู เพื่อเพิ่มรสชาดให้กับน้ำ


แหล่งที่มา  http://www.dogfunpark.com/forum/index.php?topic=129.0

Friday, August 16, 2013

โรคอ้วนในสุนัข



ใน ปัจจุบันผู้เลี้ยงสุนัขและแมวมักนิยมที่จะเลี้ยงสัตว์ของตัวเองด้วยอาหาร สำเร็จรูป เพราะมีความสะดวก น่ากินอีกทั้งยังมีสารอาหารจำเป็นครบถ้วน แต่การเลือกชนิดของอาหารสำเร็จรูปผิดสูตร ผิดเวลาและผิดขนาดอาจส่งผลเสียต่อการเจริญเติบโตในสัตว์เลี้ยง ถ้าท่านไม่มีความรู้และความเอาใจใส่ในเรื่องนี้อย่างถูกต้อง 
 
โรคอ้วน เป็นอีกปัญหาหนึ่งที่พบบ่อยในสุนัขและแมว โดยเฉพาะในขณะช่วงอายุกลางวัยจะพบมากกว่าในช่วงเด็กหรือช่วงแก่ 

ความอ้วนคืออะไรและเกิดจากอะไร
ความอ้วนคือภาวะที่ร่างกายมีการสะสมของไขมันที่เนื้อเยื่อไขมันมากเกินไป ทำให้มีน้ำหนักตัวเพิ่มมากกว่าน้ำหนักปกติ 15-20%

นอกจากนี้ความอ้วนทำให้มีโอกาสเสี่ยงต่อการเป็นโรคเรื้อรังต่างๆ เช่น โรคเบาหวาน โรคหัวใจ โรคกระดูกและข้อต่างๆ เป็นต้น 

ปัญหาพื้นฐานของความอ้วน มี 2 แบบ คือ 

๑ การเพิ่มขนาดเซลไขมันในร่างกาย ( Hypertropic Obesity )
๒ การเพิ่มทั้งขนาดเซลและจำนวนของเซลไขมันในร่างกาย ( Hyperplastic Obesity) 

ความอ้วนในสัตว์ที่เกิดจากสาเหตุ Hyperplastic Obesity จะเป็นการยากที่จะแก้ไขและมักเป็นปัญหาในระยะยาวต่อไป ดังนั้นในสัตว์ที่ได้รับอาหารมากเกินไป จะมีผลเพิ่มขนาดของเซลไขมันแต่จะไม่เพิ่มจำนวนเซล ดังนั้นการแก้ไขสูตรอาหารที่ให้กินจึงสามารถปรับลดน้ำหนักตัวได้ 


ปัจจัยสำคัญที่ทำให้อ้วน 

๑ ปัจจัยภายในร่างกาย ได้แก่อายุ เพศ ภาวะของระบบสืบพันธุ์ ความมีอยู่หรือความผิดปกติของระดับฮอร์โมนในร่างกาย หรือความผิดปกติของต่อมใต้สมอง หรือภาวะทางพันธุกรรม

๒ ปัจจัยภายนอก ได้แก่ อิทธิพลในการกินอาหาร ส่วนประกอบของอาหารที่กินอยู่ อาหารที่กินอยู่มีความน่าจะกินสูง กิจวัตรประจำวันของสัตว์ตัวนั้น
 
ส่วนมากแล้วปัจจัยที่ทำให้เกิดความอ้วน คือ การที่เจ้าของให้สัตว์กินอาหารมากเกินไป การขาดการออกกำลังกาย หรือทั้งสองอย่าง

ในส่วนของปัจจัยที่ทำให้อ้วนจากสาเหตุภายในร่างกาย เช่น

•  การลดลงของการเผาผลาญพลังงานในร่างกาย ( Resting Metabolic Rate, RMR)
•  ความผิดปกติของต่อมไร้ท่อทำให้เกิดภาวะของ Hypothyroidism หรือ Hyperadrenocorticism
•  ผลมาจากการทำหมัน โดยเฉพาะการทำหมันในช่วงอายุน้อย ระหว่างอายุ 6-12 เดือน
•  ความแก่ สุนัขที่อายุเกิน 7 ปีขึ้นไป จะลดการใช้พลังงานอย่างน้อย 20% จากในวัยเด็ก ดังนั้นถ้าเรายังคงให้กินสูตรอาหารเช่นเดิม สุนัขจะมีไขมันสะสมมากขึ้น ทำให้เกิดปัญหาความอ้วนตามมา
•  สาเหตุทางพันธุกรรม ในสุนัขบางพันธุ์ เช่น คอกเกอร์ ลาบาดอร์ เทอร์เรีย มีความเสี่ยงที่จะเป็นโรคอ้วนเมื่ออายุมากขึ้น ในขณะที่พันธุ์บอกเซอร์ ฟอก เทอร์เรีย ยอร์กเชีย เทอร์เรีย มีโอกาสน้อยที่จะอ้วน เป็นต้น

การวินิจฉัย
•  มีความจำเป็นที่จะต้องนำไปให้สัตวแพทย์ตรวจว่าสัตว์ของท่านอ้วนจริงๆ ไม่ใช่การเกิดภาวะบวมน้ำ หรือภาวะความผิดปกติของต่อมไร้ท่อต่างๆ โดยอาศัยผลการตรวจเลือดหรือการเอกเรย์ประกอบในการวินิจฉัย
•  พิจารณาจาก Assessment of body condition เช่น Thin, underweight, Ideal, Overweight , Obese

ภาวะ Obese คือ ภาวะที่ไม่สามารถคลำพบกระดูกซี่โครงที่ปกคลุมไปด้วยกล้ามเนื้อและไขมันใน บริเวณนั้น ไขมันที่สะสมสามารถเห็นได้ในบริเวณส่วนบั้นเอวหรือบริเวณโคนหาง ไม่สามารถเห็นส่วนโค้งในบริเวณเอว บริเวณหน้าท้องมักจะกางออกหรือขยายใหญ่ 



การแก้ไข
ในระยะสั้นคือการลดปริมาณไขมันในร่างกาย โดยการจำกัดปริมาณอาหารที่กินเข้าไป และการทำให้เกิดพลังงานในร่างกายให้เกิดการเผาผลาญมากขึ้น ส่วนในระยะยาวคือการควบคุมไม่ให้น้ำหนักตัวเพิ่มขึ้น

ส่วนประกอบสำคัญในการควบคุมน้ำหนักตัว
•  การควบคุมพฤติกรรมทั้งผู้เลี้ยงและตัวสัตว์ ( behavior modification ) เช่น การควบคุมพฤติกรรมการกินอาหารในสัตว์ และโดยเจ้าของสัตว์โดยการลดจำนวนมื้ออาหาร และการลดปริมาณอาหารจากที่กินอยู่เดิม เป็นต้น
•  การควบคุมอาหาร ( Dietary modification ) เช่น การเลือกใช้อาหารในสูตรลดน้ำหนัก ( low- fat diets)  
•  การออกกำลังกาย ( Exercise ) เช่น การว่ายน้ำ การจูงเดิน การปล่อยวิ่ง
 
สรุปการจัดการเมื่อพบว่าสัตว์เลี้ยงอ้วนเกินไป 
 
•  จัดโปรแกรมการควบคุมน้ำหนัก โดยกำหนดให้ในหนึ่งสัปดาห์ควรมีน้ำหนักที่ลดลงประมาณ 1-2% จากปกติ
•  เลือกชนิดของอาหารเหมาะสมที่จะใช้ในสูตรลดน้ำหนัก
•  ควบคุมการได้รับแคลอรี่ในร่างกาย ไม่เกิน 60-70% ของอัตราการเผาผลาญในร่างกายในระดับน้ำหนักตัวปัจจุบัน
•  งดขนมขบเคี้ยว เปลี่ยนปริมาณการให้อาหารมากเกินไปที่ทำให้อ้วน
•  เพิ่มโปรแกรมการออกกำลังกายในแต่ละวัน
•  หลังจากน้ำหนักตัวในร่างกายลดลง ให้ควบคุมน้ำหนักตัวต่อไปเพื่อไม่ให้เพิ่มขึ้นใหม่
•  ป้องกันการจะมีน้ำหนักที่เพิ่มขึ้นใหม่ โดยให้ออกกำลังกายสม่ำเสมอ และควบคุมปริมาณ แคลอรี่อย่างเข้มงวด
  
 
ร . ต . อ . สพ . ญ . อารยา ผลสุวรรณ์ *
http://vth.kps.ku.ac.th/pet_html/2.htm

Wednesday, July 24, 2013

โรคไข้หัดสุนัข ภัยร้ายสำหรับลูกหมา




        โรคไข้หัดสุนัขหรือที่เรียกว่า Canine Distemper (CD) เกิดจากเชื้อไวรัสไข้หัดสุนัข Canin Distemper Virus (CDV) ซึ่งอยู่ในกลุ่ม Morbillivirus ทำให้เกิดโรคได้ในสุนัขและสัตว์อื่นที่อยู่ในตระกูลเดียวกันกับ สุนัข เช่น สุนัขป่า มิ้งค์ สกั๊งค์ แรคคูณและ เฟอร์เร็ท ซึ่งสัตว์เหล่านี้มักจะเป็นตัวพาหะนำโรคมาสู่สุนัขบ้าน

          ไข้หัดสุนัข เป็นโรคติดเชื้อที่พบอาการได้ทั้งชนิดเฉียบพลันและชนิดเรื้อรัง ทั้งในระบบทางเดินหายใจ ระบบทางเดินอาหาร ระบบประสาท และผิวหนัง โดยการเกิดโรคมักจะรุนแรง อัตราการตายสูง โดยเฉพาะในลูกสุนัขอายุระหว่าง 6-12 สัปดาห์ ซึ่งส่วนใหญ่จะมีความไวต่อไวรัสชนิดนี้

สาเหตุของโรค

          ไข้หัดสุนัขเกิดจากเชื้อไวรัสในกลุ่ม Morbillivirus ซึ่งเป็น RNA virus เชื้อจะถูกทำลายได้ง่ายเมื่อถูกความร้อน แสงแดด อากาศแห้ง และน้ำยาฆ่าเชื้อโรคในกลุ่มอีเทร์ ฟีนอล คลอโรฟอร์ม และคลอไรด์

การติดเชื้อ

          การ ติดเชื้อไข้หัดสุนัข ที่สำคัญมากที่สุดคือ การหายใจเอาเชื้อที่ปะปนในอากาศเข้าไป นอกจากนั้นยังพบว่าสามารถติดต่อ ได้จากการสัมผัสน้ำมูก น้ำลาย น้ำตา หรือสิ่งคัดหลั่งอื่นๆ โดยตรง แต่ ยังไม่มีรายงานว่าสามารถติดต่อได้โดยการกิน  หลังจากสุนัขได้ รับเชื้อเข้าไปในร่างกายแล้ว เชื้อไวรัสจะเข้าไปฟักตัวอยู่ที่ทอนซิล และต่อมน้ำเหลืองในบริเวณทางเดินหายใจส่วนต้น

          ระยะฟักตัวของโรคในสุนัขเฉลี่ยประมาณ 7-14 วัน โดยในระยะนี้เราอาจไม่พบความผิดปกติต่อตัวสุนัข หลังจากนั้นก็จะมีการแพร่กระจายของเชื้อไวรัสไปทั่วร่างกาย โดยผ่านทางเม็ดเลือดขาวชนิดลิมโฟไซต์ (Iymphocyte) โมโนไซด์ (Monocyte) รวมทั้งแมกโครฟาจ์ (Macrophage) ทำให้เกิดการติดเชือในระบบน้ำเหลือง และกดภูมิคุ้มกันของร่างกาย ทำให้ร่างกายอ่อนแอติดเชื้อแบคทีเรียแทรกซ้อนได้ง่าย รวมทั้งตัวไวรัสเองเข้าทำลายเซลล์เยื่อบุต่าง ๆ ของร่างกายจึงมักพบว่าสุนัขป่วย มักจะติดเชื้อได้หลายๆ ระบบร่วมกัน เช่น ระบบทางเดินหายใจ ระบบทางเดินอาหาร ระบบผิวหนัว และระบบประสาท

อาการของโรค

          1. มีไข้สูง ซึม อ่อนแรง เบื่ออาหาร พบได้ในระยะแรกที่มีการฟักตัวของโรค

          2. ระบบทางเดินหายใจ พบน้ำมูก น้ำตาไหล ไอ จาม หายใจลำบาก ถ้าพบว่ามีการติดเชื้อแบคทีเรียแทรกซ้อน น้ำมูกน้ำตาที่พบก็จะมีลักษณะขุ่นข้น

          3. ระบบทางเดินอาหาร มักจะพบว่าสุนัขมีอาเจียน และท้องเสีย แต่อาการจะไม่รุนแรงเหมือนการติดเชื้อลำไส้อักเสบ

          4. ระบบผิวหนัง พบว่าสุนัขจะมีตุ่มหนองกระจายตามตัว โดยจะพบมากบริเวณใต้ท้อง นอกจากนั้นในสุนัขที่มีการติดเชื้อแบบเรื้อรังจะพบว่ าผิวหนังบร ิเวณอุ้งเท้าจะหนาตัวขึ้นมากกว่าปกติ (hard pad)

          5. ะบบประสาท เมื่อเชื้อไวรัสกระจายเข้าสู่ก้านสมองและสมอง สุนัขจะไม่รู้สึกตัว ชัก กระตุม ควบคุมการเคลื่อนไหวของตัวเองไม่ได้ อาการที่พบบ่อย ๆ คือสุนัขจะเกร็ง งับปาก (gum chewing)

การวินิจฉัย

          1. ประวัติ และอาการของสัตว์ป่วย

          2. ตรวจเลือด ดูภาวะติดเชื้อไวรัสในกระแสเลือด ซึ่งเป็นการตรวจที่ไม่เฉพาะเจาะจง และอ่านผลเลือดได้ไม่แน่นอน

          3. การตรวจทางเซลล์วิทยา ย้อมสีดู Inclusion body ซึ่งมีความแม่นยำน้อย และไม่นิยมในปัจจุบัน

          4. การตรวจวัดระดับภูมิคุ้มกันหรือแอนตี้บอดี้ของร่างกายที่มีต่อเชื้อไวรัส แต่การแปรผลอาจจะผิดพลาด ถ้าหากว่าสุนัขมีภูมิคุ้มกันที่ถ่ายทอดมาจากแม่ หรือได้รับภูมิคุ้มกันจากการทำวัคซีน

          5. การ ตรวจหาเชื้อไวรัสโดยตรงในกระแสเลือด น้ำมูก น้ำตา และสิ่งคัดหลั่งต่างๆ วิธีนี้จะมีความแม่นยำสูงเป็นที่ยอมรับในปัจจุบัน และมีค่าใช้จ่ายสูง

การรักษา

          ยังไม่มียาต้านไวรัสชนิดใดที่จะใช้ในการรักษาโรคไข้หัดสุนัขได้ ผล การรักษาจะเป็นการรักษาตามอาการและป้องกันการติดเชื้ อแทรกซ้อน ดังนี้คือ

          1. ให้ยาปฎิชีวนะ ควบคุมการติดเชื้อแบคทีเรียแทรกซ้อน

          2. ให้น้ำเกลือ และสารอาหารเข้าทางหลอดเลือดดำ เพื่อแก้ไขภาวะขาดน้ำและสารอาหาร

          3. ให้ออกซิเจนในกรณีที่สุนัขมีอาการหายใจลำบาก ขาดออกซิเจนเนื่องจากเกิดปอดบวม (pheumonia)

          4. ให้ยาสงบประสาท หรือยาแก้ชัดในกรณีที่สุนัขมีอาการทางประสาทเนื่องจา กเชื้อไวรั สเข้าสู่สมอง

การป้องกัน

          1. แยกเลี้ยงสุนัขที่ไม่ทราบประวัติวัคซีนประมาณ 2 สัปดาห์ ก่อนนำมาเข้ากลุ่ม

          2. ให้วัคซีนในลูกสุนัข โดยลูกสุนัขในกลุ่มเสี่ยงต่อการติเชื้อไข้หัดสุนัข สามารถทำวัคซีนนได้ตั้งแต่อายุ 1 1/2 เดือน ส่วนลูกสุนัขโดยทั่วไปจะทำวัคซีนได้ในอายุ 2 เดือน หลังจากนั้นอีก 2 สัปดาห์ควรฉีดวัคซีนกระตุ้นซ้ำเพื่อให้ระดับภูมิคุ้ม กันสูงพอที่จะป้องกันโรคได้ หลังจากนั้นควรจะทำวัคซีนไข้หัดสุนัขซ้ำทุกๆ ปี โดยในปัจจุบันได้มีการพัฒนานำวัคซีนไข้หัดสุขไปรวมกับวัคซีนป้องกันโรคชนิด อื่นๆ เช่น ลำไส้อักเสบ ตับอักเสบ เลปโตสไปโรซิส หวัด-หลอดลมอักเสบติดต่อ และพิษสุนัขบ้า เพื่อความสะดวก และจดจำง่าย

แหล่งที่มา  http://pet.kapook.com/view3516.html