Monday, April 14, 2014

ไซบีเรียน ฮัสกี้ เพื่อนรักจากปลายฟ้า




          คุณเชื่อในเรื่อง "โชคชะตา" ไหม...บางคนอาจเชื่อ แต่หลายคนอาจส่ายหน้าแล้วบอกว่า "ไม่"

          หากไม่มีสิ่งนี้ แล้วน้องหมาที่มีถิ่นฐานบ้านเกิดในดินแดนแสนไกลสุดปลายฟ้าอย่างไซบีเรีย จะกลายมาเป็นน้องหมาในดวงใจของคนแถบเส้นศูนย์สูตรอย่างบ้านเราได้อย่างไร

          จาก สุนัข ลากเลื่อน กลายมาเป็น สุนัข เพื่อนรัก ผู้ตื่นตัวและกระตือรือร้นอยู่ตลอดเวลา วันนี้เราขอนำเสนอเรื่องราวของเจ้า "ไซบีเรียน อัสกี้" เพื่อนผู้มาจากดินแดนอีกฟากฝั่งหนึ่งของขอบฟ้า

          ไซบีเรียน ฮัสกี้ สุนัขพันธุ์นี้มีถิ่นกำเนิดอยู่ทางแถบตะวันออกของประเทศรัสเซีย ในดินแดนไซบีเรีย เดิมเป็น สุนัข เลี้ยงของชนเผ่าพื้นเมืองชัคชิ (Chukchi) ซึ่งมีความพยายามที่จะพัฒนาสายพันธุ์ให้ได้สุนัขใช้งานที่มีคุณสมบัติอัน เป็นเลิศทั้งในด้านความแข็งแกร่ง อดทนต่อสภาพอากาศอันหนาวจัด ทั้งยังสามารถวิ่งฝ่าหิมะในระยะทางไกลได้ เพื่อจุดประสงค์ในการนำสุนัขไปใช้งานทั้งในการล่าสัตว์ หาอาหาร เฝ้ายาม และลากเลื่อนบนพื้นหิมะ 

 
          จากการพึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกันมาเป็นระยะเวลานาน จึงทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างชาวชัคชิกับ ไซบีเรียน ฮัสกี้ ผูกพันแน่นแฟ้น และกลายเป็นส่วนหนึ่งในวัฒนธรรมของชนเผ่าในที่สุด

          หลังคริสต์ศษวรรษที่ 19 ชาวอเมริกันในอลาสก้า เริ่มได้ยินคำร่ำลือถึงสุนัขลากเลื่อนสายพันธุ์ดีในแถบไซบีเรีย และเริ่มมีการนำ สุนัข ไซบีเรียน อัสกี้ เข้าสู่ดินแดนตะวันตกผ่านทางพ่อค้าชาวรัสเซีย ทำให้ สุนัข ไซบีเรียน ฮัสกี้ เริ่มมีชื่อเสียงในหมู่อเมริกันชนมากขึ้น หลังจากการชนะการแข่งขันลากเลื่อนที่อลาสก้าในปี ค.ศ. 1909

          ด้วยความสามารถในการวิ่งลากเลื่อนบนหิมะเป็นระยะทาง 400 ไมล์ หลังจากนั้นการแข่งขันสุนัขลากเลื่อนก็เป็นที่นิยมกันมากขึ้น โดยเป็นเจ้า ไซบีเรียน ฮัสกี้ ที่สามารถกวาดรางวัลชนะเลิศได้อย่างต่อเนื่อง จนในปี ค.ศ. 1930 American Kennel Club (AKC) ก็ได้ขึ้นทะเบียนสุนัขสายพันธุ์ ไซบีเรียน ฮัสกี้ และในเวลาต่อมาก็ได้มีการนำ สุนัข ไซบีเรียน ฮัสกี้ ไปสาธิตการแข่งขันกีฬาสุนัขลากเลื่อน ในการแข่งขันกีฬาโอลิมปิกฤดูหนาวในปี ค.ศ.1932 ซึ่งจัดขึ้นที่รัฐนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา

 
ลักษณะนิสัย และการอยู่ร่วมกันของ สุนัข ไซบีเรียน ฮัสกี้

          ไซบีเรียน ฮัสกี้ เป็นสุนัขที่อยู่ร่วมกับมนุษย์มาเป็นเวลายาวนานในฐานะสุนัขใช้งาน  พวกเขามีพลังเปี่ยมล้น ตื่นตัว ชอบการเข้าสังคม กระฉับกระเฉง จึงเหมาะสำหรับเจ้าของที่มีนิสัยกระตือรือร้น รักการออกกำลังกาย  และมีเวลาทำกิจกรรมร่วมกับเขาอย่างสม่ำเสมอ สุนัข ไซบีเรียน ฮัสกี้ มีอุปนิสัยที่เป็นมิตร ขี้เล่น และเข้ากับคนได้ง่าย จึงทำให้เขาสามารถปรับตัวให้เข้ากับทุกคนในครอบครัวได้เป็นอย่างดี ซึ่งโดยส่วนใหญ่แล้ว เซบีเรียนเพศผู้มักต้องการความสนใจ และชอบอยู่ใกล้ชิดกับเจ้าของมากกว่าเพศเมีย

          สุนัข ไซบีเรียน อัสกี้ เป็นสุนัขที่มีความเป็นตัวของตัวเองสูง พวกเขาจะไม่ปฏิบัติต่อเจ้าของในฐานะสุนัขที่จะต้องจงรักภักดีต่อเจ้านาย แต่จะมองทุกคนในครอบครัวเป็นเพื่อนของเขา และให้ความรักกับทุกคนแม้กระทั่งคนแปลกหน้า พวกเขามีความคิดเป็นของตัวเอง และจะทำตามใจตัวเอง หากเจ้าของละเลยการเอาใจใส่ดูแล

          แม้ ไซบีเรียน ฮัสกี้ จะเป็นสุนัขที่ใจดี เข้ากับเด็กได้ง่าย แต่ในการให้ ไซบีเรียน ฮัสกี้ เล่นกับเด็ก ก็ไม่ควรปล่อยให้เล่นกันตามลำพัง เนื่องจากทั้งสุนัขและเด็กมักไม่รู้จักออมแรงในการเล่น จนอาจเกิดพลาดพลั้ง ทำให้บาดเจ็บได้ ส่วนการอยู่ร่วมกับสัตว์อื่น  ไซบีเรียน ฮัสกี้ ไม่ได้เกลียดแมว หรือสัตว์เลี้ยงต่างเผ่าพันธุ์ แต่พวกเขาจะมองสัตว์เหล่านั้นเป็นเหมือนของเล่นให้ไล่กวด ด้วยเหตุนี้ การที่ไซบีเรียน ฮัสกี้ จะสามารถอยู่ร่วมกับสัตว์อื่นได้อย่างเป็นมิตร จำเป็นต้องได้รับการฝึกตั้งแต่ยังเป็นลูกสุนัข

  
แหล่งที่มา  Dogazine, http://pet.kapook.com/view3429.html
ภาพประกอบจากอินเตอร์เน็ต

Saturday, April 12, 2014

ทำไมสุนัขพันธุ์ชิสุ ถึงมีปัญหาเกี่ยวกับตามากที่สุด?




         ส่วนใหญ่แล้วเจ้าหมาชิสุจะมีปัญหาเกี่ยวกับสายตามากที่สุด เราก็คงพอรู้ว่ามันเป็นเพราะอะไร ดูจากขนาดตาของมันที่กลมโตและโปนด้วย จึงไม่แปลกที่สุนัขพันธุ์นี้จะมีปัญหาเรื่องสายตา และเราจะสามารถสังเกตได้ หากเห็นขี้ตาที่จับตัวเป็นก้อนเป็นเมือกจำนวนมากติดบริเวณขอบตา นี่เป็นสัญญาณอันตรายที่ควรพาเจ้าตูบไปหาหมอได้แล้วล่ะ

          สุนัขหลาย ๆ ตัวมีปัญหาเหล่านี้ได้เพียงเพราะไม่มีเล็บที่จะเขี่ยก้อนขี้ตาออกได้ หลายคนเข้าใจว่า แม้สุนัขไม่สามารถแคะขี้ตาออกเองได้ แต่มันก็จะมีน้ำตาที่คอยชะล้างให้ก้อนขี้ตาหลุดออกไปเองได้ แต่เรื่องกลับไม่เป็นเช่นนั้น เพราะกลายเป็นว่า น้ำตากลายเป็นสารเคมีที่ทำปฏิกิริยาให้เกิดการแข็งตัวยิ่งขึ้น เนื่องจากในน้ำตานั้นมีส่วนประกอบของน้ำเป็นหลัก แต่เมื่อมันแห้งก็จะจับตัวเป็นคราบอยู่ดี ดังนั้นน้ำตาจึงไม่สามารถชำระล้างตรงนี้ได้ 

  
          อย่างไรก็ตาม เจ้าชิสุไม่ได้มีแนวโน้มว่าจะเป็นโรคตาเรื้อรังเสมอไป แต่เพราะเจ้าตูบพันธุ์ชิสุมีปัจจัยที่เอื้ออำนวยมากกว่าสุนัขพันธุ์อื่น ๆ ด้วยลูกตาที่กลมโต เบ้าตาตื้น และโปนออกมา จึงทำให้มันมีปัญหาที่มีศัพท์เฉพาะเรียกว่า lagophthalmos นั่นคือ อาการที่เปลือกตาไม่สามารถปิดคลุมดวงตาได้ทั้งหมด ซึ่งมันมักจะส่งผลให้เกิดอาการตาแห้งด้วย ดังนั้นอาการเหล่านี้ถือเป็นอาการที่เกิดขึ้นเป็นไปตามปกติของสุนัขพันธุ์นี้ แต่อาการดังกล่าวกลับเป็นสาเหตุให้เกิดการจับตัวของก้อนขี้ตาในปริมาณมากได้ เช่นกัน นั่นจึงเป็นเหตุผลว่าทำไมเจ้าตูบพันธุ์นี้จึงมีโอกาสเสี่ยงเป็นโรคเกี่ยวกับสายตาได้มากกว่าพันธุ์อื่นนั่นเอง

   
ภาพประกอบจากอินเตอร์เน็ต

Wednesday, April 9, 2014

การห้ามเลือดในสุนัข




              สาเหตุที่ทำให้เลือดออกมีหลายประการ แต่เท่าที่จำเป็นต้องทราบคือ จากบาดแผล เช่น สังกะสีบาดเท้า ลวดหนามเกี่ยว, โรคภัยไข้เจ็บ เช่น ลำไส้อักเสบ ถ่ายเป็นเลือดสด เป็นต้น ถ้ามีเลือดไหลออกมาแรงก็ต้องทำการควบคุมหรือการห้ามเลือด
 
              ถ้าเลือดไหลภายนอกเนื่องมาจากเป็นแผลด้วยสาเหตุด้วยอันใดก็ตาม ก็ควรจะห้ามเลือด ซึ่งทำได้ตั้งแต่วิธีกดบริเวณที่มีเลือดไหลออกมาด้วยผ้าสะอาดหรือผ้าก๊อซ สักพักหนึ่งเลือดก็จะหยุด ถ้ามิได้เป็นแผลมาจากเส้นเลือดใหญ่ขาด  

            ส่วนลำตัวคือ ช่วงอกและช่วงท้องหากมีบาดแผลเลือดออกมีทางเดียวคือใช้ผ้าก๊อซกดปากแผลแล้วรัดพันให้แน่น             


             ถ้าแผลไม่ลึกหรือใหญ่จนเกินไปเลือดก็จะหยุดเอง แต่หากเลือดไม่หยุดมีเลือดเต็มผ้าพันแผลให้รีบนำส่งหมอด่วน เพราะการที่มีเลือดออกมาจากส่วนนี้มาก เพราะการที่มีเลือดออกมาจากส่วนเหล่านี้มาก ๆ ได้ต้องมีสาเหตุมาจากการฉีกขาดของอวัยวะภายในอย่างรุนแรง

             ในกรณีที่มีเลือดออกมามากที่ปลายเท้า หรือที่ขา ใช้มือรัดขาให้แน่นเหนือบาดแผล ใช้กำลังแต่พอเพียงที่จะคบคุมไม่ให้เลือดออก อาจเปลี่ยนจากมือเป็นเชือกกดรัด หรือใช้ผ้าพันแผลห้ามเลือด ถ้าเลือดยังไม่หยุด เมื่อทำตาม 2 วิธี ดังกล่าวแล้ว ก็ต้องใช้วิธีขันชะเนาะ โดยใช้เชือกเศษผ้า เชือกผูกรองเท้า หรือผ้าพันแผล การขันชะเนาะทำให้เหนือบาดแผลแล้วควั่นให้ตึงก็จะสามารถห้ามเลือดได้ แต่ข้อสำคัญอย่าพันแน่นจนเลือดไม่เดิน และต้องคลายออกเป็นระยะเพื่อให้เลือดบางส่วนไปเลี้ยงอวัยวะ และเนื้อเยื่อบางส่วนไปได้บ้าง มิฉะนั้นจะทำให้เนื้อส่วนนั้นตาย

             สำหรับแผลที่หัว คอหรือลำตัว ใช้วิธีดังกล่าวไม่ได้ก็ทำได้แต่เพียงแผ่นผ้าพันแผลกดที่แผลแน่นๆ นาน ๆ บางทีโชคดีเลือดอาจหยุดไหลได้ แต่ถ้าเลือดไหลใกล้ทางเดินลมหายใจหรือปอด ก็ใช้แผ่นผ้าพันแผลหนาๆ กดยัดเลือดกลับเข้าไปในแผล

 
             บางครั้งอากาศร้อนจัดก็ทำให้เส้นเลือดฝอยในจมูกแตก มีเลือดกำเดาไหลออกมา วิธีแก้พยายามให้สุนัขอยู่นิ่ง ๆ อย่างสงบแล้วใช้ผ้าห่อน้ำแข็งประคบตั้งแต่จมูกเอาไว้ สักพัก เลือดก็จะหยุดไหลเอง แต่ถ้าเลือดออกในกระเพาะอาหารและลำไส้ที่เกิดจากแผลในกระเพาะอาหารบิด พาร์โวไวรัส สารพิษบางชนิด ทำให้สุนัขอาเจียนเลือดและถ่ายเป็นเลือด มีอาการช็อก ไอเป็นเลือด อาการเหล่านี้แสดงว่ามีการเลือดตกในควรรีบนำส่งหมอทันที เพราะสุนัขต้องการการรักษาอย่างถูกต้องและเฉียบพลัน

ภาพประกอบจากอินเตอร์เน็ต

Sunday, April 6, 2014

ไข้น้ำนมในสุนัข




ไข้น้ำนมในสุนัข หรือ ภาวะมีแคลเซียมในกระแสเลือดต่ำ เป็นภาวะฉุกเฉิน โดยมักพบในสุนัขมากกว่าในแมว

แสดงอาการเด่นชัดที่กล้ามเนื้อทั่วร่างกาย สั่น หอบ ตากระตุกและเดินไม่สัมพันธ์กัน ส่งผลให้มีอุณหภูมิสูงตามมาจากการสั่นของกล้ามเนื้อ โดยมักจะพบในสุนัขหลังคลอดลูกแล้วที่ให้น้ำนมในปริมาณมาก ลูกดก ซึ่งก็จะทำให้สูญเสียแคลเซียมในร่างกายไปกับน้ำนมด้วย

อาการ : กล้ามเนื้อกระตุก สั่น หอบ ชักเกร็ง เดินไม่สัมพันธ์กัน มีไข้สูง

สาเหตุ : ภาวะแคลเซียมในกระแสเลือดต่ำเนื่องจาก

- ภาวะขาดสารอาหาร
 
- ปริมาณโปรตีน (อัลบูมิน)ในกระแสเลือดต่ำ
 
- โรคที่เกี่ยวกับต่อมพาราไทรอยด์
 
- ให้น้ำนมในปริมาณมาก แม่สุนัขที่มีลูกปริมาณมากความต้องการน้ำนมจึงมากขึ้นตามไปด้วย ในวันที่สิบถึงสามสิบของการให้นม ความสามารถในการปรับระดับแคลเซียมในกระแสเลือดของแม่สุนัขจะน้อยลง แต่ลูกสุนัขก็มีความต้องการและความสามารถในการดูดนมในปริมาณมากขึ้น ทำให้แม่สุนัขไม่สามารถผลิตน้ำนมได้เพียงพอ ทำให้ระดับแคลเซียมในกระแสเลือดต่ำลง ซึ่งโดยปกติแล้วแคลเซียมมีความสำคัญต่อการส่งผ่านของกระแสประสาท และการบีบตัวของกล้ามเนื้อ ดังนั้นจึงเกิดความผิดปกติขึ้นกับกล้ามเนื้อเมื่อระดับแคลเซียมต่ำ

 
 การรักษา :

- ให้แคลเซียม ทางกระแสเลือดอย่างช้าๆ

-  เช็ดตัว เพื่อลดอุณหภูมิของร่างกาย หรือใช้ cool pack ประคบเพื่อลดอุณหภูมิเข้าใกล้ระดับปกติ

-  ภายหลังจากนั้น ควรเสริมด้วยแคลเซียมเม็ดแก่แม่สุนัข

การป้องกัน :

1. ให้อาหารที่มีคุณภาพสูง
แต่ไม่มากเกินความต้องการเพื่อเป็นแหล่งของแคลเซียม และวิตามินต่างๆ

2. เราสามารถป้องกันได้โดยการเสริมแคลเซียม ฟอสฟอรัสและวิตามินดี  ในช่วงกลางของการตั้งท้องได้ ไม่ควรให้แต่แคลเซียมอย่างเดียว เพราะอาจเกิดความไม่สมดุลของระดับแคลเซียมและฟอสฟอรัสได้
 
3. แนะนำให้นมผงสำหรับลูกสุนัขแทน

4. ควรหย่านมเร็วที่สุดเท่าที่ทำได้

 
ภาพประกอบจากอินเตอร์เน็ต