Thursday, January 9, 2014

ทำอย่างไรเมื่อสุนัขดุ





คำถามเช่นนี้น่าจะถูกใจกับหลายๆท่าน เพราะนำมาจากคำถามที่ท่านเจ้าของสุนัขมักถามไถ่อยู่เสมอ ซึ่งแต่ละคนต่างก็มีแนวคิดเพื่อแก้ปัญหาสุนัขดุแตกต่างกันไป ฉะนั้นเพื่อเป็นแนวทางในการแก้ปัญหา
หรือเผชิญปัญหาสุนัขดุอย่างเบื้องต้น จึงขอให้ข้อคิดในการดำเนินการดังต่อไปนี้

1. อย่าลงไม้ลงมือ การใช้กำลังไม่ช่วยให้สุนัขหายดุได้ กลับจะยิ่งทำให้สุนัขตัวนั้นดุขึ้น

2. ลองพินิจพิเคราะห์หาสาเหตุของความดุ ท่านจงนั่งคิดไตร่ตรองถึงสาเหตุอันทำให้สุนัขของท่านดุร้ายขึ้น เช่น การถูกทารุณกรรม เด็กแหย่ หรือดุเพราะความหึงหวงตัวเมีย หึงเจ้าของ ฯลฯ ทั้งนี้เพื่อใช้เป็นข้อมูลในการแก้ปัญหา

3. อย่าผลักไสหรือไม่สุงสิง การที่สุนัขยิ่งดุแล้วเจ้าของหรือคนในบ้านยิ่งหนีห่าง แบ่งแยก กักกัน สุนัขจะยิ่งคิดว่า คนในบ้านเป็นคนแปลกหน้ามากขึ้น ความสัมพันธ์ยำเกรงย่อมลดลงไป เจอหน้าครั้งใดเป็นได้เรื่องแน่ ฉะนั้นถ้าสุนัขของท่านเริ่มดุ ท่านยิ่งต้องเข้าหา (แต่ด้วยความระมัดระวังนะครับ)


4. อย่าผลักความรับผิดชอบไปให้ผู้อื่น ส่วนมากพบว่าผู้ที่มีปัญหาสุนัขดุ มักตัดช่องน้อยเอาตัวรอด คือ เอาไปปล่อยวัดหรือที่ที่ห่างไกลจากบ้าน พระสงฆ์องค์เจ้า ชาวบ้านเขาจะเดือดร้อนจากสุนัขที่ท่านนำไปปล่อยนะครับ

5. ปรึกษาสัตวแพทย์เพื่อหาทางแก้ไข การรักษาสุนัขดุในทางการสัตวแพทย์แล้ว สามารถกระทำได้ด้วยวิธีต่างๆ เช่น การทำหมัน เพื่อลดฮอร์โมนเพศโดยเฉพาะเพศผู้ อันเป็นเหตุหนึ่งที่สร้างความก้าวร้าวของสุนัข หรือการให้ฮอร์โมนเพศเมีย สุนัขก็อาจลดความดุลงได้ การปรับเปลี่ยนสภาพแวดล้อม เพื่อลดสิ่งเร้าหรือสิ่งกระตุ้นที่ทำให้สุนัขแสดงอาการดุร้าย


เมื่อพยายามทุกวิถีทางแล้วไม่เป็นผล สภาพการณ์ดูจะรุนแรงและเป็นอันตรายต่อผู้คนมากขึ้น ทางออกสุดท้ายที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้คือ การทำเมตตาฆาต ด้วยวิธีที่ถูกต้องเหมาะสมตามหลักวิชาและมนุษยธรรม ฉะนั้นทางที่ดีก่อนเลี้ยงสุนัข ควรศึกษาถึงวิธีเลือกและวิธีเลี้ยงเพื่อไม่ให้ต้องเกิดเหตุมิพึงปรารถนาตามมาภายหลัง...

ที่มา...นิตยสารสัตว์เลี้ยง“, http://pipekemon.tripod.com
ภาพประกอบจากอินเตอร์เน็ต

Wednesday, January 8, 2014

เมื่อน้องหมาเป็นโรคพยาธิเม็ดเลือด




         เชื่อว่าในหมู่คนเลี้ยงน้องหมาคงเคยได้ยินเรื่องโรคพยาธิเม็ดเลือดมาพอสมควร พยาธิเม็ดเลือดจัดเป็นสิ่งมีชีวิตขนาดเล็ก ซึ่งในสุนัขมีทั้งหมด 3 ชนิด โดยแต่ละชนิดจะอาศัยอยู่ในเม็ดเลือดแตกต่างกันไป แต่วันนี้จะขอกล่าวถึงพยาธิเม็ดเลือดที่พบบ่อยที่สุดในประเทศไทย ซึ่งนั่นคือ ชนิด Ehrlichia canis หรือเรียกกันย่อๆ ว่า E. Canis พยาธิเม็ดเลือดชนิดนี้พบได้ในสุนัขทุกเพศ ทุกพันธุ์ ทุกอายุ โดยมีพาหะนำโรคคือ เห็บ นั่นเอง

          ทั้งนี้ หลายท่านก็แอบสงสัยว่าน้องหมาของตัวเองไม่มีเห็บเลย แต่ทำไมถึงเป็นโรคนี้ได้ อาจเพราะมีจำนวนไม่มากพอ เราจึงไม่เห็นมากกว่า หรืออาจจะเป็นช่วงที่เห็บลงจากตัวน้องหมาไปลอกคราบ หรือลงไปวางไข่พอดี ทำให้เราไม่เจอเห็บบนตัวสุนัขก็เป็นได้ และการเป็นโรคพยาธิในเม็ดเลือดนั้น ไม่จำเป็นต้องมีเห็บเยอะหรือหลายๆ ตัว แม้มีแค่ตัวเดียว แต่ถ้าตัวที่กัดมีพยาธิเม็ดเลือดอยู่ ก็สามารถเป็นโรคได้แล้ว

          เมื่อเห็บดูดเลือดจากสุนัขที่มีเชื้อ E. Canis เข้าไป เชื้อจะเข้ามาอยู่ในตัวเห็บ จากนั้นถูกปล่อยออกไปกับน้ำลายของเห็บขณะที่กินเลือดสุนัขอีกตัว เมื่อเข้าร่างกายสุนัขแล้ว พยาธิจะอาศัยอยู่ในเม็ดเลือดขาวชนิดโมโนไซต์ และลิมโฟไซต์ และมีระยะฟักตัว 8-20 วัน ก่อนจะปรากฎอาการ

 
อาการ

          สำหรับอาการที่พบทั่วไปมี 2 ระยะ คือ แบบเฉียบพลัน (1-4 สัปดาห์) สุนัขจะมีไข้ขึ้นๆ ลงๆ ซึม เบื่ออาหาร ต่อมน้ำเหลืองโต ม้ามโต บางตัวพบว่าเลือดกำเดาไหลข้างเดียว จุดเลือดออกตามตัว จากนั้นสุนัขที่มีภูมิคุ้มกันดีจะสามารถพัฒนาภูมิคุ้มกันมาทำลายเชื้อได้

          แต่ถ้าภูมิคุ้มกันไม่ดีพอ เชื้อพยาธิเม็ดเลือดจะพัฒนาเข้าสู่อาการในแบบเรื้อรัง (40-120 วัน) ซึ่งจะมีอาการตั้งแต่ ซึม อ่อนแรง เบื่ออาหาร น้ำหนักลด เยื่อเมือกซีด มีไข้สูง เลือดกำเดาไหลมาก ปัสสาวะเป็นเลือด หายใจลำบาก จนถึงไขกระดูกทำงานบกพร่อง ภูมิคุ้มกันทำลายกันเอง ทำให้โลหิตจาง เม็ดเลือดขาวและเกล็ดเลือดต่ำ ไตวาย ตับอักเสบ ข้ออักเสบ เยื่อหุ้มสมองอักเสบ และนำไปสู่การเสียชีวิตได้

การรักษาและวิธีการป้องกัน

          วิธีการรักษาส่วนใหญ่ คือ การให้ยาฆ่าพยาธิเม็ดเลือดและการรักษาตามอาการ โดยจะต้องรักษาต่อเนื่อง อย่างน้อย 3-4 สัปดาห์ ร่วมกับตรวจเลือดเพื่อประเมิณค่าเม็ดเลือดแดงและเกล็ดเลือดเป็นระยะ และต้องติดตามผลต่ออีก 6 เดือน ถึง 1 ปี

 
          การป้องกันพยาธิเม็ดเลือดนั้นจะต้องอาศัยการเอาใจใส่ดูแลจากเจ้าของ โดยการป้องกันการติดเห็บ ปัจจุบันมีหลายวิธีและหลายผลิตภัณฑ์มาให้เลือกตามความเหมาะสม เช่น ตามลักษณะพื้นที่อยู่อาศัยและลักษณะการเลี้ยง เป็นต้น นอกจากนี้ควรตรวจเลือดน้องหมาอย่างน้อยปีละครั้งด้วยค่ะ

แหล่งที่มา  http://pet.kapook.com, โลกสัตว์เลี้ยง
ภาพประกอบจากอินเตอร์เน็ต

Friday, December 20, 2013

น่ารักโฮก เผยภาพคู่ซี้น่ามันเขี้ยว หนูน้อยมะกันหลับปุ๋ยกับเจ้าตูบ




         ภาพน่ารัก ๆ เห็นแล้วอบอุ่นหัวใจจนอดยิ้มตามไม่ได้ ของพ่อหนุ่มน้อยบิว และเจ้าธีโอ ลูกสุนัขพันธุ์ผสมสีน้ำตาล นอนหลับพริ้มในท่าฟรีสไตล์ก่ายเกยกันอย่างน่ารักน่าชัง เป็นที่ถูกอกถูกใจชาวเน็ตเป็นจนถูกแชร์ออกไปในวงแม่และเด็ก และคนรักสัตว์เป็นจำนวนมาก

          เว็บไซต์ มิเรอร์ผู้นำภาพน่ารัก ๆ เหล่านี้มาแชร์อีกทอด เมื่อวันที่  17 ธันวาคม 2556 ระบุว่า นางเจสสิก้า จากแคลิฟอร์เนีย ซึ่งคุณแม่ของเจ้าหนูบิวเล่าว่า เจ้าธีโอเป็นสุนัขพันธุ์ผสมวัย 7 สัปดาห์ ที่เพิ่งรับมาเลี้ยงที่บ้านเมื่อเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา ตอนแรกเธอก็ตัดสินใจแล้วว่าจะให้มันนอนแยกกับเด็ก ๆ แต่มาอยู่บ้านได้แค่ 3 วัน เจ้าตูบน้อยก็เริ่มกิจกรรมงีบหลับยามบ่าย ด้วยการมานั่งเฝ้าตอนเธอกล่อมลูกชายคนเล็ก แล้วก็ม่อยหลับไปพร้อม ๆ กัน 

           หลังจากวันนั้น ในตอนบ่ายมันก็จะมายืนรอที่หน้าห้องนอน แล้วรอจนบิวถูกกล่อมหลับ มันจึงค่อยเดินไปหาที่หลับด้วย เธอก็เลยอุ้มมันวางลงในเตียงลูกชาย เจ้าตูบน้อยก็ค่อย ๆ ขยับไปซุกใกล้ ๆ แล้วก็หลับปุ๋ยไปพร้อม ๆ กัน และแล้วกิจกรรมนี้ก็กลายเป็นกิจวัตรประจำวันในยามบ่ายไปโดยปริยาย

          เห็นท่านอนของพ่อหนูและเจ้าตูบแต่ละท่า น่าจะอบอุ่นน่าดูเลยเนอะ อิงแอบแนบชิดกันแบบซะยิ่งกว่าแฟนนอนกอดกันอีก น่ารักจัง อิอิ :D