Sunday, April 29, 2012

วิธีการสอนขับถ่ายให้กับลูกสุนัข


การสอนลูกสุนัขในการขับถ่ายให้เป็นที่เป็นทางด้วยตนเองได้ โดยการฝึกนิสัย ดังนี้

1) หลังจากการกินอาหาร ดื่มน้ำ เล่น หรือตื่นนอน มักเป็นเวลาที่ลูกสุนัขถ่ายอุจจาระและปัสสาวะ ลูกสุนัขเล็กๆ อาจถ่ายทุก 2-3 ชั่วโมง 

2) เมื่อ ลูกสุนัขรู้สึกอยากถ่ายปัสสาวะหรืออุจจาระ มักจะดมกลิ่นบนพื้น บางตัวอาจดมพื้นแล้ววิ่งวนไปรอบๆ ในเวลาเดียวกัน ซึ่งจะต้องรีบนำลูกสุนัขไปยังที่ที่จัดไว้ให้ลูกสุนัขถ่ายทันที
  
3) วาง ลูกสุนัขลงบนกระดาษหนังสือพิมพ์ ซึ่งเป็นวัสดุที่ซึมซับได้ดี นอกจากนี้ ยังมีราคาถูกและหาได้ง่าย การเปลี่ยนกระดาษหนังสือพิมพ์ควรเหลือแผ่นเก่าไว้บ้าง เพื่อให้ลูกสุนัขจำกลิ่นและถ่ายที่เดิมอีก

4) เมื่อ ลูกสุนัขขับถ่ายบนกระดาษแล้ว เจ้าของควรแสดงความชื่นชมสุนัข ถ้าสุนัขไปถ่ายบริเวณอื่น ก็ไม่ต้องลงโทษ หรือจับสุนัขไปดมสิ่งขับถ่ายที่อยู่บนพื้น

นอกจากจากการฝึกอุปนิสัยการขับถ่ายให้เป็นที่เป็นทางแล้ว เราสามารถตรวจดูสุขภาพของสุนัขได้ เมื่อเก็บของเสียที่ถ่ายออกมา ดูว่ามีสีผิดปกติหรือไม่ ถ่ายเหลวไปหรือไม่ มีพยาธิหรือไม่ จากลักษณะที่บ่งบอกนี้จะช่วยให้เรารักษาอาการผิดปกติในระยะเริ่มต้น ซึ่งจะช่วยให้สุนัขปลอดภัยจากโรคที่มีอาการร้ายแรงได้

แหล่งที่มา  กระปุกดอทคอม  (Lisa)
         





Saturday, April 28, 2012

ก่อนจะเลี้ยงหมา...ต้องรู้อะไรบ้าง?



ตามตำราเขาว่า "ถ้าเริ่มต้นด้วยดี จะสำเร็จไปแล้วครึ่งหนึ่ง" ก็คงจะจริงถ้าต้องการเลี้ยงหมาให้ดี เนื่องจากผู้ที่จะเลี้ยงหมาให้ได้ดีจำเป็นต้องรู้เรื่องของหมาให้ดี เหมือนการเริ่มต้นการเลี้ยงที่ต้องเรียนรู้เรื่องหมาให้ดี เหมือนการเริ่มต้นการเลี้ยงที่ต้องเรียนรู้เรื่องหมาทั้งภาคทฤษฎีและปฏิบัติ เนื่องจากการเลี้ยงหมาเป็นได้ทั้งวิชาการและศิลปะ มันมีชีวิตและจิตใจเหมือนกัน

             การเริ่มเลี้ยงหมา ก่อนอื่นต้องรู้จักสายพันธุ์ของหมาซึ่งมีอยู่มากมาย ทั้งที่ได้รับการขึ้นทะเบียนไว้กับสมาคมฯ และไม่ได้ขึ้นทะเบียน เช่น หมาที่ใช้ในการกีฬา หมาที่ใช้ในการทำงานเป็นต้น เมื่อรู้แล้วก็ต้องถามตัวเองว่าชอบอะไร เท่านั้นก็คงไม่พอ เพราะการเลี้ยงหมาต้องมีคนเข้ามาเกี่ยวข้องด้วยหลายคนโดยเฉพาะคนในครอบครัว ถ้าเราชอบอยู่คนเดียวคงไม่ดีแน่เนื่องจากเราไม่ได้อยู่กับหมาตลอดเวลา

             เมื่อ รู้แล้วว่าเราชอบอะไรก็ต้องหาวิธีศึกษาสายพันธุ์ ทำความรู้จักถึงประวัติ ที่มาที่ไป ทั้งนี้เพื่อประโยชน์ในการเลี้ยงอย่างสูงสุด เนื่องจากหมาแต่ละสายพันธุ์ แต่ละตัวก็มีความแตกต่างกันไม่เหมือนกัน เราต้องศึกษาถึงถิ่นกำเนิด เนื่องจากหมาที่มาจากต่างถิ่นก็จะมีพื้นฐานที่ไม่เหมือนกัน เช่น หมาที่มาจากยุโรป หรือทางเอเชีย เพราะแต่ละทวีปย่อมมีความแตกต่างด้านอุณหภูมิภูมิคุ้มกันต่างๆ ของหมาก็ต่างกัน ดังนั้นความต้านทานต่อสิ่งรอบข้างของหมาย่อมต่างกัน การเลี้ยงดู การให้อาหาร การสร้างภูมิคุ้มกันก็ต้องต่างกัน

             มาดูสิ่งที่เหมือนกัน คือ หมาทุกตัวจะมีสรีระที่เหมือนกันความต้องการพื้นฐานที่เหมือนกัน แม้อาจมีโรคภัยไข้เจ็บที่ต่างกันอยู่บ้าง เช่น หมาบางสายพันธุ์อาจมีความอ่อนไหวต่อโรคบางโรคมากกว่าหมาอีกสายพันธุ์หนึ่ง ขณะที่หมาอีกสายพันธุ์หนึ่งมีความต้านทานโรคหนึ่งได้ดีกว่า แต่อ่อนไหวต่ออีกโรคหนึ่ง ซึ่งเรื่องดังกล่าวผู้เลี้ยงจะต้องมีประสบการณ์ในการเลี้ยงมาเป็นอย่างดี

             เรื่อง การผสมพันธุ์ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่งที่การเลี้ยงหมาจะประสบผลสำเร็จหรือไม่ อาจเรียกได้ว่าสำคัญที่สุดก็ได้ เพราะการผสมพันธุ์เป็นทั้งศาสตร์และศิลป์ดังที่กล่าวไปแล้ว เนื่องจากผู้เลี้ยงหมาไม่อาจเป็นผู้ผสมพันธุ์หมาได้ทั้งหมด ก่อนอื่นถ้าเรามาพิจารณาเอกสารใบพันธุ์ประวัติ จะมีช่องที่ระบุว่าใครเป็นผู้ผสมพันธุ์ ถ้าไม่มีความสำคัญคงไม่มีที่ให้ระบุไว้ ดังนั้นผู้ผสมพันธุ์จึงมีความสำคัญอย่างมาก อย่างน้อยชื่อของผู้ผสมพันธุ์จะต้องอยู่ในเอกสารใบพันธุ์ประวัติของหนาไปจน เอกสารนั้นหมดอายุหรือถูกยกเลิกไป นั่นก็คือหนาตัวนั้นหมดอายุหรือตายไปนั่นเอง

 
เมื่อผู้ผสมพันธุ์มีความสำคัญดังกล่าวแล้ว จึงทำให้มีความรู้สึกว่า ถ้าได้ทำความรู้จักกับผู้ผสมพันธุ์น่าจะได้ความรู้เพิ่มขึ้น ก็จริงอยู่ ถ้าผู้ผสมพันธุ์หมาท่านนั้นเป็นผู้ผสมพันธุ์ที่มีชื่อเสียงจริง แต่ในทางตรงข้าม จากที่ได้พบมาหลายท่านไม่เป็นเช่นนั้น ดังนั้นจึงต้องดูให้ดีว่าท่านกำลังพูดคุยอยู่กับใคร บางคนเพียงแต่นำชื่อไปใส่ไว้เท่านั้น การกระทำดังกล่าวถือเป็นการไม่ให้เกียรติวงการเป็นอย่างมาก สิ่งที่ผู้ผสมพันธุ์จะต้องแสดงออกให้วงการรู้ ได้แก่ ความรู้เรื่องการผสมพันธุ์ตามที่ตนเองมีอยู่ อย่างน้อยก็ความรู้เรื่องหมาที่ตัวเองเลี้ยงหรือเคยเลี้ยง เพราะบางครั้งธรรมชาติของหมาแต่ละสายพันธุ์ก็ไม่เหมือนกันหรือต่างกันอยู่ แล้ว เช่น บางแก้ว พูเดิล เป็นต้น เรื่องดังกล่าวสำหรับผู้เลี้ยงบางแก้วและพูเดิลต่างก็ทราบดี ดังนั้นท่านที่ต้องการจะเลี้ยงหมาสองสายพันธุ์นี้จำเป็นจำต้องศึกษาให้ดี ว่ามีความเหมือนหรือแตกต่างกันอย่างไรการเลี้ยงหมาของท่านจึงจะประสบผล สำเร็จ

             นอกจากจะต้องทราบความแตกต่างแล้ว อีกเรื่องที่สำคัญไม่แพ้กัน ได้แก่ การ ฝึกสอน เพราะการเลี้ยงหมา ถ้าจะว่าไปแล้ว ใครก็สามารถเลี้ยงได้ไม่แตกต่าง แต่การทำให้หมามีคุณค่านั้น เป็นอีกเรื่อง ซึ่งถ้าทำได้จะเกิดความแตกต่างและเป็นที่ต้องการเพิ่มขึ้น การฝึกหมามีตำราให้เรียนรู้มากมาย ท่านที่สนใจก็สามารถนำมาศึกษาไดด้วยตนเอง เพราะไม่ได้ยากหรือเกินความสามารถที่จะทำได้ โดยมีเคล็ดลับในการฝึกสอนที่เหมือนกัน ได้แก่ ผู้ที่จะฝึกหมาจะต้องใจเย็นและไม่โมโหเท่านั้น ส่วนอื่นๆ ก็ให้ปฏิบัติตามที่ได้เรียนรู้มา

             เคล็ดลับอีกอย่างที่ผู้จะทำการฝึกหมาจะต้องรู้ ได้แก่ ธรรมชาติของหมาเป็นสัตว์ที่ต้องการเรียนรู้อยู่แล้ว มีความจงรักภักดี และอยากอยู่ใกล้ชิดผู้เป็นเจ้าของ ดังนั้นผู้ที่จะทำการฝึกสอนหมาที่ฉลาดจะต้องนำคุณสมบัติดังกล่าวออกมาใช้ให้ เป็นประโยชน์หรือแม้แต่ต้องค้นหาคุณสมบัติดังกล่าว แล้วนำออกมาใช้ก็จะประสบผลสำเร็จได้ไม่ยาก การนำธรรมชาติของหมาออกมาใช้ก่อนอื่นจะต้องรู้ว่าหมาที่จะนำมาฝึกสอนนั้น เป็นหมาที่มีคุณสมบัติอย่างไร เช่น หมาอารักขา ก็จะต้องฝึกใช้งานด้านอารักขา หมาทางด้านการกีฬาก้องฝึกให้ใช้งานทางด้านกีฬา เป็นต้น ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับรูปร่างลักษณะของหมาแต่ละตัว หรือแต่ละสายพันธุ์เป็นสำคัญ ถ้าดูแล้วเห็นว่าเป็นสายพันธุ์อะไรก็ต้องฝึกสอนให้ไปทางนั้น นี่ก็เป็นเคล็ดที่ไม่ลับ ทว่าบางคนก็ไม่นำมาใช้ เพราะมักทำตามใจตัวเองก็จะไม่สำเร็จ ความใจเย็นในการฝึกสอนหมาก็เป็นหัวใจในการฝึกสอนด้วยเช่นกัน

จริงอยู่หมาทุกตัวมีสัญชาติญาณในการต่อสู้ โดยเฉพาะการต่อสู้เพื่อเจ้านาย แต่ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับลักษณะรูปร่างของมันด้วยการนำพูเดิลไปฝึกเป็นหมา อารักขาก็น่าจะไม่แปลก เพราะหมาทุกตัวก็มีความเป็นหมาด้วยกันทั้งนั้น ทว่าที่แปลกก็คือพูเดิลไม่ได้มีสายเลือดอารักขาและรูปร่างก็ไม่เหมาะสม ดังนั้นพูเดิลก็ต้องฝึกให้เป็นพูเดิลครับ ส่วนหมาอารักขาก็มีอยู่มากมายที่จะนำมาฝึกใช้งานให้เป็นหมาอารักขาที่ดีได้ ไม่ว่าจะเป็น รอตต์ไวเลอร์เยอรมัน เชพเพิร์ด หรือโดเบอร์แมนน์

             นอกจากหมาพวกนี้จะนำมาฝึกสอนให้เป็นหมาใช้งานด้านอารักขาแล้ว ยังสามารถนำมาฝึกใช้งานอย่างอื่นได้ เช่น นำมาฝึกสอนให้ช่วยเป็นหมานำทางคนตาบอด หรือหมาเฝ้ายามก็ได้
            
             หมา นั้นสามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้อย่างมากมาย ขึ้นอยู่กับว่าเราจะนำมาใช้ประโยชน์อย่างไร หรือด้านใด ทั้งในทางที่ถูกและผิด ผู้เลี้ยงหมาต้องเป็นผู้ค้นหาในเรื่องทำนองนี้ ซึ่งก็จะทำให้หมาที่เลี้ยงมีคุณค่า ยิ่งถ้าเป็นการเลี้ยงเพื่อธุรกิจ การฝึกสอนก่อนการจำหน่ายมักจะทำให้จำหน่ายได้ในราคาที่สูงกว่า เนื่องจากหมาของเรามีคุณค่าที่สูงกว่าหมาที่มีขายทั่วไปในท้องตลาดเชื่อว่า ผู้ซื้อก็ต้องพิจารณาคุณค่าก่อนหมาที่ไม่มีคุณค่าอะไร

             จง จำไว้ว่าการเลี้ยงหมานั้น ผู้เลี้ยงจะต้องรู้จักหมาที่จะเลี้ยง แล้วจะประสบผลสำเร็จ ถ้าไม่รู้ก็ต้องหาวิธีศึกษา ไม่ใช่ว่าสักแต่ว่าเลี้ยง ก็จะเลี้ยงได้ไม่ดี สิ่งสำคัญเมื่อเลี้ยงแล้วต้องเลี้ยงให้ดี การนำหนาไปปล่อยให้เป็นภาระของสังคมเป็นการกระทำที่ไม่ถูกต้องและไม่สมควร ถ้ารักหมาไม่ควรทำอย่างนั้น จงรู้ไว้เสมอว่าหมาเป็นเพื่อนที่ดีที่สุดของคนเรา

แหล่งที่มา   กระปุกดอทคอม
                  (Dogazine Healthy)

เรื่องโดย :            D.Dogs Kennel, TH.

Friday, April 20, 2012

วิธีพาน้องหมาไปเดินเล่นนอกบ้านแบบมีความสุข



เมื่อต้องพา สุนัข ออกนอกบ้าน ซึ่งอาจเป็นสถานที่ที่น้องหมาไม่คุ้นชิน หรือพบปะผู้คน แปลกหน้า สิ่งของแปลกปลอม อาจจะทำให้สุนัขตื่นกลัว หรือมีอาการก้าวร้าวต่อสิ่งแปลกใหม่ ดังนั้น วันนี้เรามีวิธีการพาเจ้าตูบออกนอกบ้านแบบมีความสุขมาบอกกัน

สังเกตนิสัยจากสายพันธุ์สุนัข

          ก่อนอื่นเจ้าของต้องทำความเข้าใจ ลักษณะนิสัย ของสุนัขของตน ซึ่งถ่ายทอดตามลักษณะสายพันธุ์ ซึ่งโยงไปถึงพฤติกรรมการแสดงออก เช่น สุนัขสายพันธุ์เทอร์เรีย จะมีลักษณะความเป็นผู้นำค่อนข้างสูง  ร่าเริง เมื่อต้องเจอสุนัขแปลกหน้า มักชอบที่จะท้าทายสุนัขตัวอื่นเสมอ ซึ่งในส่วนนี้ สุนัขที่มีสายพันธุ์ที่มีความเป็นผู้นำเหมือนกัน เวลาสบตากันจะเกิดอาการเบ่งใส่กัน และจะกระโจนเข้าหากัน ดังนั้นเจ้าของต้องเรียนรู้ และเข้าใจ และสามารถดึงความสนใจของสุนัขก่อนที่จะมีการปะทะกัน เช่น ให้สุนัขหันมาสบตากับเจ้าของจะเป็นการดึงความสนใจจากสุนัข และทำให้สุนัขสงบลง

          ทั้งนี้ ลักษณะนิสัยของสุนัขโดยทั่วไป จะไม่ชอบการประจันหน้า อย่างเช่น เวลามีคนเดินเข้าไปหามันโดยตรง มันจะคิดว่าเป็นการท้าทายมัน สุนัขจะกระโจนหรือวิ่งเข้าใส่ เพราะคิดว่าเราคือศัตรูของมัน แต่หากเราเข้าไปยืนข้างๆ สุนัขจะรู้สึกได้ว่าเรามาอย่างเป็นมิตร มันก็จะให้ความเป็นมิตรด้วย

ใช้โทนเสียงช่วยในการควบคุมพฤติกรรม

          ในความเป็นจริงแล้ว สุนัขจะไม่เข้าใจในภาษาที่เจ้าของสั่ง แต่จะเข้าใจตามโทนเสียงและลักษณะอาการที่สั่ง เช่น ถ้าเจ้าของสั่งให้ทำด้วยโทนเสียงเรียบ และเมื่อทำตาม เจ้าของกล่าวชื่นชม และลูบตามลำตัวด้วยโทนเสียงสูง  สุนัขจะจำ ในขณะที่หากใช้โทนเสียงดัง ต่ำ เมื่อสั่งให้หยุดพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสม  เจ้าตูบจะจดจำทันที  ดังนั้นเมื่อ หัดให้น้องหมาได้เข้าใจถึงโทนเสียงและอากัปกิริยาที่ต้องการให้เขาทำ เขาจะจำและทำตามทุกครั้ง

          ดังนั้น การใช้โทนเสียงกับสุนัขถือว่าเป็นสิ่งที่สำคัญ หากต้องการให้สุนัขเชื่อฟัง เจ้าของสุนัขควรใช้เสียงที่ค่อนข้างขึงขังและหนักแน่น หากเป็นเสียงที่เปล่งออกมาจากช่องท้องโดยตรงจะยิ่งทำให้เสียงมีพลังในการ สั่งสุนัขมากยิ่งขึ้น และสุนัขก็จะยอมเชื่อฟัง การใช้โทนเสียงที่ดังและดุ สุนัขจะเชื่อฟัง เพราะจะทำให้สุนัขเข้าใจว่าเจ้าของคือนายและสามารถควบคุมมันได้ แต่ถ้าหากเจ้าของปฏิบัติต่อมันเหมือนเพื่อนมันก็จะรู้สึกว่าตัวเองมีความ เสมอภาคและเท่าเทียมกันดังนั้นมันก็จะไม่ฟังคำสั่งจากเจ้าของเลย  เช่นเดียว กันเมื่อเจ้าของใช้โทนเสียงสูง สุนัขจะเข้าใจได้ว่า ขณะนั้นเจ้าของกำลังมีความสุข มันก็จะตอบสนองด้วยการกระดิกหางเพื่อแสดงให้เจ้าของเห็นว่ามันก็มีความสุข เช่นกัน

สายจูง-ตัวช่วย เมื่อต้องพาเจ้าตูบออกนอกบ้าน

          สายจูงจะช่วยสื่อให้สุนัขได้รู้สึกถึงการควบคุมจากเจ้าของ เมื่อต้องพาสุนัขออกนอกบ้าน และเป็นการลดความเสี่ยงต่ออันตรายที่จะเกิดขึ้น เมื่อสุนัขเจอคนหรือสิ่งแปลกปลอม เพราะการใช้และควบคุมสุนัขผ่านสายจูงจะทำได้ง่ายกว่าเมื่อเทียบกับการปล่อย สุนัขเป็นอิสระ  สำหรับสุนัขพันธุ์ใหญ่ ควรใช้แบบที่เป็นโซ่คล้องคอ เนื่องจากเวลาเราต้องการจะปรามมัน เพียงแค่กระตุกสายจูง จะสามารถทำให้สุนัขรับรู้และรู้สึกได้ดีกว่าการคล้องสายไว้ที่ลำตัว ทั้งยังทำให้สุนัขเชื่อฟังและรับรู้ว่าเจ้าของต้องการอะไรอีกด้วย

          อย่างไรก็ตาม สายจูงบางชนิดที่มีลักษณะของโซ่ ที่ดูแล้วน่ากลัว  แท้จริงแล้วถูกออก แบบมาให้มีลักษณะคล้ายกับเขี้ยวของแม่สุนัข  เมื่อเจ้าของกระตุกจะคล้ายกับ อาการที่แม่สุนัขงับคอลูกเพื่อป้องปรามเมื่อลูกสุนัขทำพฤติกรรมไม่เหมาะสม   เมื่อสุนัขรู้สึกได้ถึงแรงกระตุกจะรู้ว่าเป็นการปรามพฤติกรรมที่กำลังทำ อยู่ ซึ่งการกระตุกโซ่ที่ล่ามคอนั้นไม่ได้ทำให้สุนัขรู้สึกเจ็บ

เมื่อน้องหมาต้องเจอสิ่งของหรือเสียงแปลกปลอม

          เจ้าของต้องสังเกตและเรียนรู้ว่า สุนัขของตนมีปฏิกิริยาต่อสิ่งของหรือเสียงที่เขาไม่เคยพบหรือได้ยินเมื่อ อยู่ในบ้านอย่างไร  เพราะกิริยาที่แสดงออกนั้นจะทำให้รู้ว่าสุนัขกลัวหรือ รู้สึกอย่างไรต่อเสียงหรือสิ่งแปลกปลอมนั้นๆ  ในกรณีที่สุนัขมีอาการตกใจ ตื่นกลัวจากเสียงดัง ๆ อย่างเช่นเสียงฉาบตีกระทบกัน เสียงเครื่องบิน เสียงฟ้าร้อง เสียงแมวร้อง และเสียงเด็กร้อง สุนัขจะเห่า การที่จะทำให้สุนัขหยุดเห่าหรือทำให้มันสงบลง เจ้าของควรสั่งให้สุนัขนั่งลงข้าง ๆ จะสามารถทำให้สุนัขสงบลงได้ เพราะการทำเช่นนี้เป็นการเบี่ยงเบนความสนใจจากเสียงที่มันได้ยิน

          สิ่งสำคัญที่เจ้าของไม่ควรทำเวลาสุนัขมีอาการตกใจหรือตื่นตระหนก คือ การตบหัวหรือลูบหัวสุนัข เนื่องจากเจ้าของหลายท่านเข้าใจว่าการตบหัวสุนัขจะเป็นการปลอบสุนัข ซึ่งจริงๆแล้วเป็นวิธีการที่ผิด เพราะจะเป็นการตอกย้ำให้สุนัขเข้าใจว่า มันควรจะเห่าและกลัวต่อไป

ป้องกันน้องหมาจากการปะทะกับสุนัขตัวอื่น

          เมื่อต้องพาสุนัขเดินหรือผ่านสุนัขตัวอื่น ปฏิกิริยาปกติของสุนัขก่อนจะมีเรื่องกับสุนัขตัวอื่นคือการจ้องตา และนิ่ง เพื่อทดสอบกำลังว่าตัวใดมีความเข้มแข็งกว่ากัน ดังนั้น เจ้าของจะต้องมีความไวในการรับรู้ถึงพฤติกรรมนี้  เจ้าของต้องทราบก่อนว่า ขณะนั้นสุนัขกำลังสนใจอะไรอยู่ โดยสังเกตท่าทาง และก่อนที่สุนัขจะจู่โจมสุนัขตัวอื่น เจ้าของจะต้องรีบทำให้มันหันไปมองทางอื่นทันที เพื่อเป็นการดึงสมาธิของมันให้ไปสนใจกับสิ่งอื่นแทน ซึ่งการสั่งให้สุนัขนั่งลง เป็นอีกวิธีหนึ่งที่ช่วยทำให้สุนัขสงบลงได้เช่นกัน

แหล่งที่มา   โรงพยาบาลสัตว์ทองหล่อ

Friday, April 13, 2012

สุนัขป่วย ไม่ยอมกินอาหาร ทำไงดี?



          หลักการให้อาหารสุนัขป่วยก็คือ ต้องให้อาหารบ่อยๆ เพราะขณะเจ็บป่วยกำลังในการย่อยของสุนัขจะอ่อนลง หากให้อาหารมากไปแล้ว นอกจากจะไม่ให้ประโยชน์แล้ว ยังไปรบกวนอวัยวะเหล่านั้นด้วย ถ้าทำได้แล้ว ทางที่ดีควรให้สุนัขเลือกกินอาหารเองตามใจชอบ การให้อาหารโดยการบังคับจะทำก็ต่อเมื่อสุนัขไม่ยอมกินอาหารเหล่านั้น

          หากสุนัขแสดงอาการไม่สนใจต่อก้อนเนื้ออันโอชะที่หยิบยื่นให้แก่มันแล้ว ผู้เลี้ยงจำเป็นต้องให้อาหารข้นโดยการป้อน ในการป้อนนี้ควรป้อนอาหารที่เป็นน้ำหรือของเหลวอ่อนๆ ด้วยช้อนหรือใช้ทัพพีปากแคบๆ  วิธีป้อนให้ค่อยๆ พยุงศีรษะสุนัขขึ้นแล้วอ้าริมฝีปากให้ถ่างออกเป็นกระพุ้ง แล้วค่อยๆ เทอาหารลงในปาก และต้องพยุงศีรษะไว้จนกว่าสุนัขจะกลืนอาหารนั้นแล้ว จึงค่อยป้อนต่อไป

          เมื่อป้อนอาหารเสร็จแล้วควรล้างและเช็ดเศษอาหารที่ปากออกให้หมด อย่างไรก็ตามอาหารไม่ใช่เป็นยารักษาโดยตรง เพียงแต่ช่วยให้สุนัขป่วยอยู่ได้ฟื้นตัวหรือหายเป็นปกติเร็วขึ้น

อาหารสำหรับสุนัขท้องเสีย 

          อาหารที่จะให้ต้องย่อยง่ายและไม่ขัดขวางการหายของแผลในกระเพาะและลำไส้ ถ้ามีอาการท้องเสียรุนแรงหรือมีอาเจียนร่วมด้วย ควรนำสัตว์ไปพบสัตวแพทย์ เพื่อให้น้ำเกลือ ทดแทนน้ำและเกลือแร่ที่สูญเสียไป เพราะฉะนั้น อาหารที่ให้ควรเป็นอาหารอ่อน ย่อยง่าย ไม่ระคายเคืองกระเพาะและลำไส้ และมีพลังงานมากเพียงพอ ซึ่งได้จากพวกคาร์โบไฮเดรต แต่ไขมันไม่ควรให้มาก ลักษณะอาหารเช่นนี้ยังใช้ได้ในลูกสุนัขที่เพิ่งหย่านม เนื่องจากไม่ระคายเคืองต่อทางเดินอาหาร

อาหารสำหรับสุนัขท้องผูก

          อาหารสำหรับสุนัขท้องผูกควรมีใยอาหารมาก เพื่อช่วยการบีบตัวของลำไส้ ทั้งยังช่วยดูดน้ำในส่วนของลำไส้ใหญ่อีกด้วย

          1. ให้อาหารอย่างน้อย 2 ครั้งต่อวัน เพื่อกระตุ้นการบีบตัวของลำไส้ให้ดันก้อนอาหารไปยังส่วนท้าย

          2. พาสุนัขออกกำลังบางสัก 30-60 นาที หลังจากกินอาหาร เพื่อกระตุ้นการถ่ายอุจจาระและการบีบตัวของกล้ามเนื้อท้อง

          3. ตรวจดูที่ก้นสุนัขด้วย เพราะอาการท้องผูกอาจเกิดจากอาการของโรคทางทวารหนัก หรือได้รับการกระแทกจนบาดเจ็บจนไม่สามารรถ่ายอุจจาระได้

          4. หาน้ำสะอาดให้กิน

          5. จำกัดอาหารพวกคาร์โบไฮเดรตและไขมัน

          จะ เห็นได้ว่าอาหารนี้มีพลังงานต่ำ เพราะคาร์โบไฮเดรตและไขมันน้อยลง แต่มีสารเยื่อใยเพิ่มมากขึ้น จะไม่ค่อยย่อยและยังอมน้ำไว้ได้มากในส่วนลำไส้ใหญ่อีกด้วย อีกทั้งยังช่วยลดอาการหิวของสุนัขได้ อาหารสูตรนี้ยังเหมาะกับสุนัขที่อ้วนเกินไป และสุนัขที่เป็นโรคเบาหวาน คือจะช่วยลดปริมาณน้ำตาลในเลือด ส่วนแม่สุนัขที่กำลังท้องและให้นมลูก ไม่ควรให้อาหารนี้รวมทั้งสุนัขที่เป็นโรคไตด้วย

แหล่งที่มา :  กระปุกดอทคอม

Wednesday, April 11, 2012

เมื่อ หมาเมิน (อาหาร) ทำอย่างไรดี ?


บ่อย ครั้งใช่หรือไม่ ที่เจ้าตูบนักกินของเรา ออกอาการ "หมาเมิน" ไม่สนใจอาหารที่เคยถูกปาก หรือน้องหมาของใคร อาจเป็นเจ้าตูบช่างเลือก นู่นไม่เอา นี่ไม่กิน อันนี้ไม่อร่อย จนพาลให้เจ้าของเกิดความเครียด เพราะกลัวลูก(หมา)รัก จะร่างกายผ่ายผอม ไม่น่ารักน่ากอดดังเดิม วันนี้เรามีคำแนะนำปัญหา หมาเมิน อาหาร มาบอกกันค่ะ

          รศ.น.สพ.ปานเทพ รัตนากร สัตวแพทย์ชื่อดัง บอกเอาไว้ว่า หากน้องหมาเบื่ออาหาร เจ้าของต้องเริ่มสำรวจสุขภาพของเขาก่อน โดยเริ่มที่สุขภาพช่องปาก เพราะหากมีปัญหาเกี่ยวกับฟัน หรือเหงือก ก็อาจเป็นไปได้ว่า น้องหมาเมินอาหารเพราะเจ็บปวดจากการเคี้ยว จนส่งผลให้กินอาการน้อยลง แต่หากไม่พบอาการเจ็บป่วยในช่องปาก ก็อาจเป็นไปได้ว่า น้องหมากำลังป่วยโรคทางเดินอาหาร เช่น อาเจียน ท้องร่วง ฯลฯ ซึ่งเจ้าของควรรีบพาไปพบสัตวแพทย์เพื่อวินิจฉัยและรับการรักษาที่ถูกวิธีต่อไป

          นอกจากนี้ ควรตรวจสอบสภาพอาหารว่า หมดอายุหรือไม่ โดยเฉพาะอาหารสำเร็จรูป ต้องคำนึงถึงผลิตภัณฑ์ที่เชื่อถือได้ ทำมาจากวัตถุดิบที่ปลอดภัย รวมถึงอาหารสดต้องไม่บูดเสีย และไม่ควรให้อาหารสำเร็จกับอาหารปรุงสดสลับกัน เนื่องจากการให้อาหารชนิดเดียวสม่ำเสมอจะช่วยป้องกันปัญหาหมาเลือกกินได้


เทคนิคแก้ปัญหา น้องหมา เมินอาหาร

          เปลี่ยนรสของอาหาร หากให้น้องหมากินอาหารสำเร็จชนิดเดียวมาเป็นเวลานาน ลองเปลี่ยนรสชาติของอาหารชนิดนั้น ๆ ด้วยการนำอาหารใหม่ผสมกับอาหารชนิดเดิม แล้วค่อย ๆ ปรับสัดส่วนให้มากขึ้นเรื่อย ๆ ทั้งนี้เพื่อป้องกันอาการท้องร่วง จากการกินอาหารใหม่

          ลองผสมอาหารเปียก โดยมากน้องหมาจะชอบอาหารเปียกแบบกระป๋อง ซึ่งมีราคาแพงกว่าอาหารเม็ดสำเร็จรูป แต่คุณอาจลองผสมในปริมาณที่ไม่มาก แค่ให้พอชวนกิน

          ทำอาหารให้อุ่นขึ้น ลองนำอาหารไปอุ่นแบบไม่ต้องร้อนมาก พอให้เกิดกลิ่นเย้ายวนชวนกิน แต่หากเป็นอาหารเม็ดก็เติมน้ำอุ่นลงไปเล็กน้อย ก็จะช่วยให้เย้ายวนใจเจ้าตูบมากกว่าเดิม

          ใช้ขนมล่อ นำขนมน้องหมามาหั่นหรือบดเป็นชิ้นเล็ก ๆ แล้วโรยหน้าบนอาหารหมาไม่ต้องมาก เพราะไม่อย่างนั้น น้องหมาก็จะหันไปกินขนมแทน

          พาหมาออกกำลังกาย นอกจากจะทำให้ร่างกายแข็งแรงแล้ว หากเจ้าตูบของคุณได้ใช้พลังงานเสียบ้าง ก็จะกระตุ้นความอยากอาหารของเขาให้มากขึ้นด้วยล่ะ

          รู้อย่างนี้แล้ว...หากน้องหมา เกิดอาการ หมาเมิน ก็ลองนำไปปรับใช้กันได้นะคะ

แหล่งที่มา :   กระปุกดอทคอม

Monday, April 9, 2012

เคล็ด (ไม่) ลับ กับการอาบน้ำสุนัข


ควรอาบน้ำสุนัขบ่อยแค่ไหน

          โดยปกติแล้ว ควรอาบน้ำสุนัขทุก 1-2 สัปดาห์ก็เพียงพอแล้ว เนื่องจากการอาบน้ำด้วยแชมพูสุนัขจะมีผลในการชะไขมันที่ร่างกายสุนัขสร้าง ขึ้นมาเคลือบผิวหนังและเส้นขน การอาบน้ำบ่อยเกินไปมีผลทำให้ผิวและเส้นขนแห้ง ขาดความเงางาม และอาจทำให้สุนัขมีอาการคันได้ ถ้าจำเป็นต้องอาบน้ำบ่อย ๆ ควรเลือกแชมพูที่เป็นแบบ soap-free เพราะสารทำความสะอาดในตัวสบู่จะเป็นตัวกำจัดไขมันออกไป ทำให้ผิวหนังแห้งได้

          ในกรณีที่สุนัขมีปัญหาสะเก็ดรังแคและผิวมันเยิ้ม อาจอาบน้ำได้บ่อยขึ้น เป็นทุก ๆ 3-4 วัน ในช่วงแรกร่วมกับการใช้แชมพูยาเพื่อลดรังแคและความมัน เมื่อผิวมันลดลงแล้วก็ปรับมาอาบน้ำทุก 1-2 สัปดาห์แทน

แชมพูแบบใดจึงจะเหมาะกับผิวของสุนัข

          หลีกเลี่ยงการใช้แชมพูสระผมของคนมาอาบน้ำให้สุนัข เนื่องจากค่าความเป็นกรดด่างของผิวหนังคนกับสุนัขมีค่าไม่เท่ากัน การใช้แชมพูคนในช่วงแรก เจ้าของอาจไม่รู้สึกว่าผิวหนังสุนัขมีปัญหา แต่เมื่อใช้ไปนาน ๆ ก็จะทำให้ผิวหนังสุนัขขาดความสมดุล และโครงสร้างผิวหนังเสียหาย ก่อให้เกิดโรคผิวหนังตามมาได้

          การเลือกแชมพูสำหรับสุนัขโดยทั่วไป โดยเฉพาะในลูกสุนัขหรอสุนัขที่ผิวบอบบาง มีโอกาสแพ้ง่ายอย่างในสุนัขพันธุ์ปั๊ก ให้เลือกสูตรอ่อนโยนที่มีโอกาสก่อให้เกิดความระคายเคืองน้อย (โดยมากมักเขียนที่ข้างขวดว่า Hypoallergenic) และเป็นแชมพูที่ผสมมอยซ์เจอร์ไรเซอร์สูงเพื่อเพิ่มความชุ่มชื่นให้ผิวหนัง

          หลีกเลี่ยงการใช้แชมพูที่ผสมยากำจัดเห็บหมัดในลูกสุนัขและสุนัขที่สุขภาพ อ่อนแอ เนื่องจากมีโอกาสเกิดความเป็นพิษได้ ส่วนสุนัขที่มีปัญหากลิ่นตัวจากโรคผิวหนังนั้นให้เลือกแชมพูสูตรที่ลดการแพ้ ร่วมกับการใช้แชมพูยาทีสัตวแพทย์เลือกให้

วิธีการอาบน้ำสุนัข

          เริ่มจากการใช้น้ำเปล่าราดตัวให้เปียกก่อน เจอจางแชมพูกับน้ำสะอาดเล็กน้อยก่อนราดลงบนตัวสัตว์ ไม่ควรเอาแชมพูสุนัขเข้มข้นราดหลังสุนัขโดยตรง เพราะอาจทำให้เกิดการระคายเคืองต่อผิวหนังบริเวณนั้นได้

          ไม่ควรใช้เล็บเกาผิวหนังสุนัขแรง ๆ เพราะอาจทำให้เกิดการระคายเคืองต่อผิวหนังสุนัขได้ ควรใช้วิธีนวดคลึงผิวหนังสุนัขแทนหรืออาจใช้แปรงอาบน้ำที่ที่จากยางนวดเบา ๆ ก็ได้

          น้ำที่ใช้อาบสุนัขนั้นควรใช้น้ำอุ่นยกเว้นสุนัขที่มีปัญหาภูมิแพ้ควรอาบด้วย น้ำเย็นแทน เพราะถ้าอาบน้ำอุ่นจะทำให้หลอดเลือดขยายตัว ทำให้เกิดการอักเสบมากขึ้น สุนัขก็จะคันมากขึ้นด้วย

          หลังจากฟอกด้วยแชมพูแล้ว ควรล้างน้ำออกโดยใช้เวลาอย่างน้อย 5 นาที เพื่อลดโอกาสที่จะระคายเคืองจากการล้างแชมพูออกไม่หมดและให้ผิวได้รับน้ำ เพียงพอ

          เมื่ออาบน้ำเสร็จ ควรเช็ดตัว หรือเป่าให้แห้งทุกครั้ง ไม่ควรเป่าไดร์ด้วยลมร้อนเกินไป โดยเฉพาะสุนัขที่มีปัญหาผิวหนังควรใช้ผ้าเช็ดตัวเช็ดให้แห้งหรือใช้ลมเย็น เป่าเท่านั้น

          ในกรณีที่มีปัญหาโรคผิวหนังโดยมากจะแนะนำให้ใช้แชมพูที่สุนัขเคยใช้เป็น ประจำที่ไม่ก่อให้เกิดอาการแพ้อาบก่อน เพื่อล้างคราบสกปรกและฝุ่นที่ติดตามขนออกก่อนแล้วล้างออก จากนั้นจึงใช้แชมพูยาที่สัตวแพทย์แนะนำ โดยฟอกทิ้งไว้ประมาณ 5-10 นาที ให้แชมพูยาออกฤทธิ์ก่อน หลังจากนั้นจึงล้างออกด้วยน้ำสะอาดให้เกลี้ยง และเช็ดตัวเป่าขนให้แห้ง

แหล่งที่มา :  กระปุกดอทคอม / Dogazine
                 โดย สพ.ญ.พรวดี ยังสุขสถาพร 

10 อันดับ สุนัขน่ารักน่าเลี้ยงที่สุดในโลก

เรามาดูกันว่า น้องหมาที่เพื่อนๆ เลี้ยง ติด 1 ใน 10 อันดับ สุนัขน่ารักน่าเลี้ยงที่สุดในโลก หรือไม่ นะคะ ^__^

อันดับ 1 : ปอมเมอเรเนียน (Pomeranian)


ปอมเมอเรเนียนเป็นสุนัขที่คล่องแคล่วและเฉลียวฉลาดมาก กล้าหาญและซื่อสัตย์ต่อเพื่อนของมัน ปอมเมอเรเนียนอาจจะมีการตอบสนองที่ไม่ค่อยดีกับเด็กๆ และเนื่องจากที่มันมีขนาดเล็กมันอาจถูกข่มเหงโดยเด็กๆ

ปอมเมอเรเนียนสามารถถูกฝึกให้เป็นสุนัขเฝ้าเวรยามโดยการเตือนให้รู้ถึงผู้บุกรุกด้วยเสียงเห่าที่ดังและแหลม โชคไม่ดีที่สุนัขเหล่านี้ขาดการฝึกจึงกลายเป็นที่เลื่องลือเรื่องการเห่าอย่างไม่มีเหตุผลและต่อเนื่อง ด้วยเหตุผลนี้สุนัขเหล่านี้จึงสามารถเป็นเพื่อนที่สร้างความเครียดให้แก่ผู้ที่ไม่ชินกันธรรมชาติของเสียงของมัน

ปอมเมอเรเนียนสามารถปรับตัวอย่างง่ายดายให้เข้ากับชีวิตในเมืองและเป็นสุนัขที่ดีเยี่ยมสำหรับชนบทด้วยสัญชาตญาณนักล่าที่ดีที่มันได้รับมาจากบรรพบุรุษของมันเอง

อันดับ 2 : โกลเด้นรีทรีฟเวอร์  (Golden Retriever)

 
สุนัขขนาดใหญ่ รักเด็ก ส่วนสูง น้ำหนัก วงจรชีวิต การจัดกลุ่มพันธุ์ 21.5 - 24 นิ้ว 55 - 75 ปอนด์ 12 - 14 ปี สุนัขที่ใช้ในกีฬาล่าสัตว์ โกลเดินริทรีเวอร์ เป็นสุนัขขนาดใหญ่ที่มีความคล่องตัวสูง ขนชั้นในแน่น และกันน้ำได้ดีเช่นเดียวกัน มีขนปุกปุยหนาแน่นบริเวณคอ ด้านหลังขาหลัง และหาง และมีขนปุกปุยปานกลางบริเวณด้านหลังขาหน้าและท้อง สีของขนมีหลายเฉดสีต่างกันไป ตั้งแต่สีทองเข้มจนถึงทองเงา

โกลเด้นริทรีเวอร์ เป็นสุนัขที่มีความเฉลียวฉลาดมากมากจนสามารถนำมาฝึกเพื่อใช้งานได้ เนื่องจากเป็นสุนัขที่มีขนาดปานกลาง จัดว่าเป็นสุนัขที่มีประสาทสัมผัสที่ดีทั้งในด้านของการฟังเสียง การดมกลิ่นสะกดรอย นอกจากนี้ยังมีสายตาอันเฉียบคมและแม่นยำ ด้วยเหตุนี้วงการทหารและตำรวจในหลายๆ ประเทศจึงได้นำสุนัขพันธุ์นี้มาฝึกเพื่อไว้ช่วยงานราชการ อาทิเช่น ตรวจค้นยาเสพติด, ดมกลิ่นสะกดรอยคนร้าย, ยามรักษาความปลอดภัย แต่ที่ดูเหมือนจะได้รับความนิยมสูงสุด ก็เห็นจะได้แก่ฝึกให้เป็นสุนัขนำทางคนตาบอด ทั้งนี้เพราะโกลเดินริทรีเวอร์เป็นสุนัขซึ่งฉลาด แต่ไม่ค่อยเจ้าเล่ห์หรือซุกซนเหมือนสุนัขบางพันธุ์ ขนชั้นนอกแน่น เงา หยิกเป็นลอนเล็กน้อย และราบเรียบไปตามลำตัว กันน้ำได้ดี

อันดับ 3  :  ชิสุ  (Shih Tsu)



เป็นสุนัขขนาดเล็ก ขนยาวจรดพื้น โครงสร้างมีลักษณะเป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า มีความยาวลำตัวมากกว่าความสูง กว้างและลึก เส้นกลางหลังตรงไม่โค้ง ศีรษะมีลักษณะกว้างกลม จมูกและปากสั้นยาวไม่เกิน 1 นิ้ว บริเวณหน้าไม่มีรอยย่น รอยต่อระหว่างปากและหน้าเป็นมุมหักที่ชัดเจน ตามีลักษณะกลมโต นัยน์ตาสีเข้ม ตาไม่ยื่นโปนออกมา หูมีขนาดใหญ่และยาวปรกลงทั้ง 2 ข้าง ฟันหน้าบนและล่างขบกันพอดี หรือฟันล่างขบอยู่ด้านนอก หางม้วนงอวางพาดอยู่บนแผ่นหลังและขนยาวปรกคลุม ซือจื่อ มีได้หลายสี ตั้งแต่ สีขาว ดำ เทา น้ำตาล และเทาแกมแดง 2 - 3 สี และมักมีมาร์คกิ้งเป็นสีขาว บริเวณใบหน้า ไหล่ สะโพก และปลายหาง

อันดับ 4  :  ปั๊ก  (Pug)

 
เป็นสุนัขพันธุ์เล็ก มีร่างกายเล็กปานกลาง มีหน้าสั้นและย่น ใบหูพับตก และมีขนสั้นเกรียน หางมีลักษณะ บิดเป็นเกลียวชี้ขึ้นม้วนจนเป็นวงติดกับบั้นเอว ถ้าหากหางม้วนได้ถึงสองตลบก็จัดว่าเป็นลักษณะที่สวยสมบูรณ์ทีสุด หายใจและกรนเสียงดัง

ปั๊กไฟ เป็นสุนัขที่ถูกผสมพันธุ์ออกมา จนได้สัดส่วนรูปร่างที่กระทัดรัดเป็นสี่เหลี่ยมจัตุรัส ตัน และมีกล้ามเนื้อที่แข็งแรง หัวมีลักษณะเป็นสี่เหลี่ยมจัตุรัสเชิดขึ้นเล็กน้อย ตากลมยื่นออกมาแลดูอ่อนโยน มีสีดำเป็นประกาย หูสั้นตกลงข้างหัวมีความนุ่มคล้ายกำมหยี่ คอสันโค้งเล็กน้อย หางขี้ขึ้นด้านบนม้วนเป็นวงจนติดบั้นเอว ถ้าหากหางม้วนได้ถึงสองตลบก็จะจัดว่าเป็นลักษณะที่สวยงามที่สุด ขาหน้าเหยีดตรง มีขนสั้นละเอียดเป็นประกาย มีสีเหลื่องแอพพริค็อด มี Marking สีดำที่หน้าและใบหู

ปั๊ก เป็นที่นิยมเลี้ยงกันมาก ปั๊กเป็นสุนัขที่มีนิสัยน่ารัก น่าเลี้ยงอีกต่างหาก ถึงหน้าตาเขาจะดูเหมือนคิดมากไปหน่อยถ้าได้ลองเลี้ยงแล้วจะหลงใหลโดยไม่รู้ ตัว เพราะความอ่อนโยนของมัน ข้อควรระวังในการเลี้ยงคือสภาพอากาศที่ร้อนปั๊กจะทนไม่ค่อยจะได้ ถ้าทนไม่ไหวอาจเป็นลมแดดได้ และถ้าอากาศเย็นควรให้อยู่ในที่อุ่นๆ หรือหาเสื้อมาสวมให้เพื่อป้องกันไม่ให้เป็นหวัด

อันดับ 5 :  ไซบีเรียน ฮัสกี้  (Siberian Husky)


เป็นสุนัขขนาดกลาง ขนฟูแน่น จัดอยู่ในกลุ่มสุนัขใช้งาน มีลักษณะขน 2 ชั้นฟูแน่น, หางรูปเคียว, หูเป็นรูปสามเหลี่ยมตั้งชัน และลายที่เป็นลักษณะเฉพาะ

เป็นสุนัขที่แข็งแรง คล่องแคล่ว เต็มไปด้วยพลัง และยืดหยุ่น เป็นคุณสมบัติที่สืบทอดจากบรรพบุรุษที่มาจากสิ่งแวดล้อมที่หนาวเย็นอย่างรุนแรงของไซบีเรีย



ไซบีเรียนฮัสกีก็เหมือนสุนัขใช้งานทั่วๆไปที่มีพลังงานสูงต้องการการออกกำลังมาก มันควรได้รับการปฏิบัติแบบเพื่อนเดินทางและสุนัขลากเลื่อนไม่ใช่สุนัขอารักขา การรวมกันของปัจจัยนี้ส่งผลให้ไซบีเรียนฮัสกีมีจิตประสาทที่สุภาพอ่อนโยนและ ซื่อสัตย์

อันดับ 6 :   ร็อตต์ไวเลอร์  (Rottweiler)


เป็นสุนัขที่น่าเกรงขาม เมื่อถูกฝึกให้ต่อสู้และโจมตี ก็จะทำอันตรายให้แก่ผู้บุกรุก จึงเหมาะอย่างยิ่งที่จะเลี้ยงไว้ดูแลความปลอดภัย 

จัดเป็นสุนัขที่ดุดัน น่าเกรงขาม และฉลาด

อันดับ 7 :  บูลล์ด๊อก  (Bulldog)


เป็นสุนัขที่มีใบหน้าย่นและมีจมูกโด่ง ลักษณะเด่นคือหัวกลม มีปากและบริเวณใบหน้าย่น ห้อย ขนเกรียนสั้นตรงและเรียบ นิ้วเท้าเวลายืนเหมือนยกขึ้น ขาหน้าตรง เวลายืนแล้วจะกางออกเล็กน้อย หางสั้น โดยมากจะเป็นสีเดียวทั้งตัว แต่มีสีดำที่ใบหน้า ปาก หน้าอก 

อันดับ 8 :  ยอร์กไซร์๊ํเทอเรีย  (Yorkshire Terrier)



เป็นสายพันธุ์ที่ตัวเล็กน่ารัก ดวงตากลมสีดำคล้ายเม็ดลำใยน้อยๆ ดังนั้นชาวไทยส่วนใหญ่จึงนิยมตั้งชื่อว่าน้องลำไย นิสัยน่ารัก

เป็นสุนัขที่กล้าหาญไม่ค่อยจะเกรงกลัวอะไร และเป็น watchdog ที่ดี มีความสามารถที่จะได้ยินในระยะไกลๆได้ แต่กระนั้น Yorkie ก็ไม่ใช่สุนัขที่เห่าพร่ำเพรื่อไม่มีสาเหตุ Yorkie เป็นสุนัขที่รักเจ้าของและมีความต้องการที่จะได้อยู่ใกล้ชิดกับเจ้าของ Yorkie บางตัวชอบที่จะนอนบนเตียงเดียวกันกับเจ้าของ (ถ้าเจ้าของอนุญาต)

เป็นสุนัขที่กระฉับกระเฉง โดยเฉพาะในช่วงเด็กๆ เค้าจะค่อนข้างคึกและซนมากๆ และเนื่องจากบรรพบุรุษของยอร์คเป็นสุนัขที่ใช้ในการล่าหนู จึงมีสัญชาตญานของนักล่าอยู่เต็มตัว ยอร์คมักจะชอบวิ่งไล่จับหนู กบ แมลงหรือสัตว์ต่างๆที่ตัวเล็กพอๆกันหรือเล็กกว่า การไล่ล่าแบบนี้ บางทียอร์คจะไล่แบบไม่คิดชีวิตจนอาจทำให้เกิดอุบัติเหตุได้ จึงต้องระวังในเรื่องนี้ให้ดี นอกจากนี้ยอร์คบางตัวอาจมีนิสัยก้าวร้าวกับสุนัขอื่นๆ ทำให้บางทียอร์คไปเจอสุนัขใหญ่แล้วไปเห่าหาเรื่องทำให้สุนัขใหญ่โมโหและกัด เอาได้ เจ้าของจะต้องระวังในเรื่องนี้เช่นกัน

เป็นสุนัขที่มีความเชื่อมั่นในตัวเองสูงจนเหมือนกับว่าเป็นสุนัขที่ดื้อ ไม่เชื่อฟังคำสั่ง จะทำอะไรก็ต่อเมื่อตัวเองอยากทำเท่านั้น แต่กระนั้นหากรู้วิธีการฝึกการสอน ก็เป็นสุนัขที่เชื่อฟังคำสั่งได้ดีเช่นกัน 

อันดับ 9 :  บีเกิ้ล  (Beagle)



มีขนสั้นและหูปรก เป็นสุนัขที่มีประสาทด้านการดมกลิ่นเป็นเลิศ  เป็นสุนัขอารมณ์ดี และสุขภาพแข็งแรงทนทานต่อโรค

เป็นสุนัขที่สุภาพ พวกมันค่อนข้างเป็นมิตร ไม่ดุร้ายเกินไปหรือเฉื่อยชาเกินไป แต่มันก็เชื่องคนง่ายเกินจึงไม่เหมาะที่จะเป็นสุนัขเฝ้าบ้าน แต่ว่ามันยังคงเห่าหรือหอนบ้าง เมื่อเผชิญหน้ากับคนแปลกหน้า

เป็นสุนัขที่เหมาะกับเด็กๆ จึงเป็นสุนัขที่นิยมเลี้ยงกันในครัวเรือน แต่ว่าพวกมันเป็นสุนัขที่อยู่เป็นฝูง เวลานำไปเลี้ยงจึงอาจเกิดอาการซึมเศร้าได้  บีเกิลยังเข้ากับสุนัขสายพันธุ์อื่นได้ง่าย พวกมันแข็งแรงมาก จึงวิ่งเล่นได้นานโดยที่ไม่เหนื่อยง่ายๆ


อันดับ 10 :  ชิวาวา  (Chihuahua)
 

เป็นสุนัขขนาดเล็ก น้ำหนักตัวโตเต็มที่ไม่เกิน 2.5–2.7 กิโลกรัม สูงประมาณ 16–20 เซนติเมตร จัดเป็นสุนัขในกลุ่มสุนัขพันธุ์เล็ก ชีวาวาเป็นสุนัขที่รักและซื่อสัตย์ต่อเจ้าของมากสายพันธุ์หนึ่ง

เป็นสุนัขที่ซื่อสัตย์ มีเสน่ห์ ขี้ประจบ เป็นสุนัขเฝ้าระวัง เตือนภัยได้ดี เหมาะสำหรับบ้านที่มีพื้นที่ไม่มาก

เป็นไงกันมั่งคะ  ทั้ง 10 อันดับ ล้วนแล้วแต่เป็นสุนัขที่น่ารักน่าเลี้ยงกันทั้งนั้นเลย ชิมิ ^^

แหล่งข้อมูลอ้างอิง :  วิกิพิเดีย 
ภาพประกอบจากอินเตอร์เน็ต